IMG_9301II.jpg

เชื่อว่ามัลดีฟส์คือทะเลในฝันที่ไม่ว่าใครก็อยากเอาตัวไปจุ่มสักครั้ง น้ำทะเลสีเทอร์ควอยซ์ที่ใสจนมองเห็นพื้นทรายด้านล่าง มีปลาหลากหลายสายพันธุ์แหวกว่ายไปมา และปะการังที่ยังอุดมสมบูรณ์แบบหาที่อื่นในโลกไม่ได้ เหล่านี้คือสิ่งที่ดึงดูดให้มัลดีฟส์กลายเป็น dream destination ของทุกคน

สำหรับเราก็ด้วย…

IMG_8675II.jpg

IMG_9044II.jpg

ความตั้งใจของเราในการมามัลดีฟส์ครั้งแรกในชีวิต ก็คือการนั่งซีเพลน (Seaplane) หรือเครื่องบินน้ำ แล้วก็ไปพักที่สวยๆ ที่ได้สัมผัสวิวธรรมชาติและท้องทะเลที่ยังอุดมสมบูรณ์จริงๆ ให้สมกับที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มามัลดีฟส์ แต่เคยรู้มาว่าถ้าจะเที่ยวแบบจัดเต็ม พักรีสอร์ต 5 ดาว อาจต้องใช้เงินเหยียบแสน ดังนั้นเพื่อไม่ให้งบบานปลายจนเกินไป เราก็ต้องหาทริคมาเป็นตัวช่วย นั่นก็คือ

  1. หาตั๋วเครื่องบินโปรโมชั่น
  2. เที่ยวช่วงโลว์ซีซั่น เพื่อให้ราคาที่พักถูกลง
  3. ดูที่พักที่มีแพ็กเกจรวมค่าอาหารและกิจกรรมบางอย่างไว้แล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายยิบย่อย

IMG_8622II.jpg

IMG_E0436.jpg

เราเลือกบิน Air Asia เพราะมีไฟลท์บินตรงกรุงเทพฯ-มัลดีฟส์ ที่ราคาดีต่อใจมากที่สุด ความสะดวกก็คือ สามารถเช็คอินออนไลน์ได้ก่อนเดินทาง 14 วัน แนะนำให้ทำผ่านแอพฯ แล้วเซฟบาร์โค้ดเก็บไว้ในมือถือ พอถึงวันเดินทาง ถ้าหากไม่ได้โหลดกระเป๋าก็ไม่จำเป็นต้องไปต่อคิวที่เคาน์เตอร์เช็คอิน เชิญตรงไปที่ตู้ Kiosk ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน เพื่อจัดการปรินท์ Boarding Pass ที่ตู้ได้เลย ใช้เวลาบินประมาณ 4 ชั่วโมง ก็มาถึงสนามบินมาเล่ (เมืองหลวงของมัลดีฟส์) กันแล้ว!

IMG_8602II.jpg

IMG_0447.jpg

หลายคนชอบถามว่ามัลดีฟส์อยู่ประเทศอะไร จริงๆ แล้วมัลดีฟส์เป็นประเทศค่ะ อยู่ใกล้ๆ กับประเทศศรีลังกา บริเวณตอนเหนือของมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเมื่อก่อนเป็นภูเขาไฟที่โดนน้ำทะเลซัดจนภูเขาจมลงทะเล จึงมีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ทำให้ปะการังเจริญเติบโตได้ดี เกิดเป็นหมู่เกาะปะการังขนาดใหญ่เป็นหย่อมๆ แต่ละเกาะเรียกว่าอะทอลล์ (Atoll) มีทั้งหมด 26 อะทอลล์ โดยแต่ละอะทอลล์นี่กว่าจะเกิดขึ้นมาได้ใช้เวลานานถึง 30 ล้านปีเลยทีเดียว

IMG_8761II.jpg

อากาศที่นี่คล้ายๆ เมืองไทยค่ะ ร้อนๆ หน่อย แดดดีๆ แต่ก็ถ่ายรูปสวย ส่วนเวลาจะช้ากว่าที่เมืองไทยอยู่ 2 ชั่วโมง เราหาข้อมูลอยู่พักใหญ่ ก่อนจะมาเจอเกาะซิรู เฟน ฟูชิ (Sirru Fen Fushi) อยู่ที่ Shaviyani Atoll ทางตอนเหนือของมัลดีฟส์

ว่ากันว่า…ที่นี่คือเกาะที่สวยที่สุด แล้วก็มีปะการังอุดมสมบูรณ์ที่สุดของมัลดีฟส์ด้วย

IMG_9201II.jpg

ชื่อเกาะ Sirru Fen Fushi มีความหมายว่า “Secret Water Island” ถ้าเปิดแผนที่ดูจะเห็นว่าเป็นเกาะท้ายๆ อยู่เกือบจะสุดขอบประเทศมัลดีฟส์แล้วค่ะ

นั่งซีเพลนจากสนามบินมาเล่ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ความไกลนี้ก็ให้ความรู้สึก Escape และความสงบ แบบออกไปอยู่กับธรรมชาติจริงๆ ถูกโอบล้อมอยู่กลางมหาสมุทรอินเดียเลยค่ะ ที่สำคัญเวลายังเร็วกว่าตัวเมืองมาเล่อยู่ 1 ชั่วโมง นั่นยิ่งตอกย้ำความห่างไกลและความ Escape ไปอีก

IMG_8702II.jpg
Seaplane เครื่องบินน้ำที่พาเราเดินทางจากสนามบินมาเล่มายังเกาะ Sirru Fen Fushi

IMG_9355II.jpg

IMG_9058II.jpg

ที่พักบนเกาะนี้คือ Fairmont Maldives รีสอร์ต 5 ดาวที่เพิ่งเปิดใหม่ได้ราว 5 เดือน เมื่อเครื่องบินลงที่สนามบินมาเล่แล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ของรีสอร์ตมาถือป้ายรอรับเราเพื่อพาไปที่เลานจ์ รอเวลาขึ้นซีเพลน ในเลานจ์มีอาหารของว่างเครื่องดื่ม แล้วก็มีคอม มี wifi ให้เล่น

8923315501323

เมื่อถึงเวลาเจ้าหน้าที่ก็จะมาตามเราไปขึ้นซีเพลน เป็นเครื่องบินเล็กๆ มีคนขับ 2 คน เวลา take off กับเวลาร่อนลงในน้ำตื่นเต้นดี แต่ไฮไลท์ก็คือการที่เราจะมองลงมาเห็นเกาะต่างๆ ของมัลดีฟส์ในมุมสูง เป็นวิวที่คนที่นั่งเรือสปีดโบ้ทจะไม่ได้เห็นเลย รู้สึกเหมือนเป็นนก

IMG_E1516.jpg
วิวของเกาะต่างๆ ของมัลดีฟส์ที่มองลงมาจาก Seaplane

IMG_E0858.jpg

ห้องพักทุกห้องที่นี่มีสระว่ายน้ำส่วนตัว เราเลือกพักแบบ Beach Villa หรือห้องพักที่ติดหาด ไม่ใช่แบบบังกะโลกลางน้ำ เหตุผลก็คือเราคิดว่าตื่นเช้ามาจะได้ออกไปเดินย่ำหาดทรายหน้าบ้านได้เลย แต่จริงๆ ไม่หรอกมันเป็นห้องพักที่ราคาถูกสุดของรีสอร์ทนี้ แล้วเราค่อยไปแวะถ่ายรูปเล่นตรงบังกะโลเฉยๆ ก็ได้ (แหะๆ)

IMG_9032II.jpg

IMG_9015II.jpg

เราชอบความรู้สึกตอนตื่นเช้าแล้วเห็นแสงแรกของวัน มันทำให้เราลืมความเหนื่อยจากการเดินทางไปเลย ยิ่งได้ออกไปเดินที่บีช ยิ่งรู้สึกดีมากๆ เจอเปลือกหอยที่ข้างในมีปูอาศัยอยู่ วิ่งกันอยู่เต็มหาดเลยค่ะ

8922454441576.jpg

8922458163722.jpg

กิจกรรมของเราเริ่มต้นหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ก็เปลี่ยนชุดเตรียม Snorkle เลย บนเกาะจะมี Water Sport Club และมีอุปกรณ์ทุกอย่างให้เรายืม

IMG_9540II

IMG_9567II

ถ้าเป็นพวกหน้ากากดำน้ำ เรือคายัก และแพดเดิลบอร์ด กระดานโต้คลื่นนี่ยืมได้ฟรี แต่ถ้าพวกที่ต้องมีมอเตอร์อย่างเจ็ตสกีอะไรต่างๆ ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มนิดหน่อย

IMG_9604II

IMG_1214

IMG_1224.jpg

จุดสำหรับดูปะการังก็คือตรงโซนที่เป็นบังกะโลกลางน้ำ (Water Villa) เราให้รถบักกี้ไปส่งตรงนั้นแล้วก็ออกสำรวจโลกใต้น้ำ

IMG_E1247.jpg

เต่าทะเล.png

นอกจากปะการังสวยๆ แล้วก็ยังเจอนีโม (ปลาการ์ตูน) ปลากระเบน เต่าทะเลตัวใหญ่ แล้วก็ลูกฉลามตัวเล็กที่ว่ายหนีเราไปเร็วมาก

กระเบน.png

หลังจากนั้นก็ออกไปพายเรือคายัค ออกไปดูแกลเลอรี่กลางน้ำที่เขาเอาไว้โชว์งานศิลปะของทั้งศิลปินท้องถิ่นและศิลปินระดับโลก ถ้าใครสนใจจะดู ต้องดำลงไปใต้น้ำ

IMG_E1207.jpg

IMG_E1202.jpg

ที่ Fairmont Maldives ยังมีไฮไลท์อยู่ที่สระว่ายน้ำความยาว 200 เมตร ใครชอบว่ายน้ำต้องมาลองค่า จะรู้สึกถึงความไม่มีที่สิ้นสุดและความ freedom สุดๆ

IMG_9305II

IMG_0771

IMG_9087II.jpg

ในตอนเย็น ประมาณ 4 โมง เรานั่งเรือออกไปดูโลมา (Dolphin Tour) คนขับเรือเขาจะพาเราไปในจุดที่โลมาน่าจะอยู่ ขับวนหาไปเรื่อยๆ ใช้เวลาทั้งหมดจนกระทั่งกลับมาถึงที่เกาะ ก็ประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าเสียดายอีกแล้วที่วันนั้นโล (มา) ไม่มาค่ะ หน้าบึ้งกันไปตามระเบียบ แต่สิ่งที่เราไม่ได้แพลนมาว่าจะเจอก็คือภาพพระอาทิตย์สีส้มตกลงทะเลในระยะประชิด จนทำให้น้ำทะเลเหมือนถูกเปลี่ยนสี เจือสีส้มไปเลย โรแมนติกเว่อร์

IMG_9234II
วิวพระอาทิตย์ตกทะเลที่มาปลอบใจหลังจากเราไม่เจอโลมา

ตอนหัวค่ำ เราไปดื่มค็อกเทลสวยๆ ตรงรูฟท็อปของร้านอาหาร Kata ซึ่งเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น มีดีเจมาเปิดเพลง เสร็จแล้วก็ไปจัดอาหารซีฟู้ดแบบหนักๆ ที่ Azure Restaurant สั่งให้หมดเลย ทั้งล็อบสเตอร์ หอยนางรม แล้วก็ปลาท้องถิ่น (ชื่ออะไรจำไม่ได้ แต่สดมากกกก)

IMG_9257II
จิบค็อกเทลเคล้าซันเซ็ตที่ Rooftop Bar ของร้าน Kata
IMG_9277II.jpg
จัดเต็มกับซีฟู้ดที่ร้าน Azure Restaurant

IMG_8908II.jpg

วันสุดท้ายของทริป รู้สึกดีมากที่ไฟลท์แอร์เอเชียของเราออกตั้ง 5 ทุ่ม ทำให้มีเวลาวันสุดท้ายแบบเต็มๆ ไม่ต้องรีบตื่นเช้า เราออกมาเดินเล่นแถวสระว่ายน้ำของรีสอร์ทแล้วก็นั่งเขียนไดอารี่IMG_9518IIพอดีเพิ่งได้สมุดบันทึกของ H Y D E มาใหม่ เห็นปกเป็นหนังสวยดี แล้วข้างในก็มีช่องให้เสียบรูป เสียบปากกา มันพกในเวลาเดินทางได้สะดวก แถมได้ความรู้สึกแบบเก่าๆ ด้วย เหมือนสมัยเด็กๆ ที่เพิ่งเริ่มเขียนบันทึก ทริปนี้ก็เลยพกมานั่งเขียนนั่งอ่าน วาดรูป ชอบกลิ่นกระดาษและความรู้สึกได้จับดินสอ เพลินมากค่ะ

IMG_E1477.jpg

IMG_9527II

ซีเพลนมารับกลับไปที่สนามบินมาเล่ในตอนบ่าย เราจึงเหลือเวลาสำหรับการเดินสำรวจเมืองอีกนิดหน่อย วิธีไปก็ง่ายมากเลย จากเกาะฮุลฮูเล (Hulhule Island) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบิน ให้เดินไปขึ้นเรือที่ท่าเฟอร์รี่ นั่งไปไม่ถึง 10 นาที ค่าโดยสารคนละ 1 US Dollar มีเรือออกทุกๆ 15 นาที

IMG_1611
จากสนามบินจะมีป้ายบอกทางไปลงเรือเฟอร์รี่ เพื่อไปเมืองมาเล่

คำแนะนำอย่างแรกสำหรับผู้หญิงที่จะมาเดินเที่ยวในเมืองมาเล่ ต้องแต่งตัวให้มิดชิดนะคะ เพราะที่นี่เป็นเมืองอิสลามที่ค่อนข้างเคร่งพอสมควร ผู้หญิงทุกคนจะคลุมผ้าฮิจาบสีดำทั้งตัว ถ้าเราแต่งตัวโป๊ เกาะอก สายเดี่ยวอะไรแบบนี้ไปเดินก็จะกลายเป็นจุดสนใจไปเลยค่ะ ตามท้องถนนส่วนใหญ่ผู้คนที่สัญจรไปมาจะเป็นผู้ชายซะส่วนใหญ่ด้วย ผู้หญิงส่วนมากเป็นแม่บ้าน และถ้าออกมานอกบ้าน ก็มักจะมากับสามี

IMG_9665II

8922917835781.jpg
พอขึ้นฝั่งที่เมืองมาเล่ เราจะเจอป้ายแผนที่ขนาดใหญ่ เดินเที่ยวง่าย รับรองไม่มีหลง

มาเล่เป็นเมืองหลวงที่เล็กที่สุดในโลก มีพื้นที่เพียงแค่ 2.5 กิโลเมตร เราสามารถเดินสำรวจไปชิลๆ โดยไม่ต้องขึ้นรถอะไรทั้งสิ้น ไม่เกินชั่วโมงก็ได้ครบทุกสถานที่สำคัญ แต่ถ้าอยากชิล จะเช่าจักรยานมาถีบก็ได้ บ้านเมืองเขาอาจจะดูไม่ได้เป็นระเบียบเรียบร้อยนัก แต่เราชอบที่ตึกรามบ้านข่องเขามีสีสันหลากหลายมาก ส้ม แดง เขียว ฟ้า ถ่ายรูปสนุกไปเลย

IMG_1565.jpg

IMG_1545.jpg

IMG_E1537

บรรยากาศริมท่าเรือก็ชิลสุดๆ ค่ะ ลมพัดเย็นๆ แสงแดดอ่อนๆ มีเรือจอด โดยมากจะเป็นเรือ Coast Guard หรือเรือของทหารที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของน่านน้ำ เราเดินเลาะเลียบมาจนถึงจัตุรัสใหญ่ (Republic Square) มีธงชาติของมัลดีฟส์โดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางลานซึ่งใช้เป็นที่จัดงานสำคัญต่างๆ ของเมือง ตอนเย็นๆ แบบนี้ก็จะเห็นผู้คนมาเดินเล่นพักผ่อนกัน

IMG_E1536IMG_9716II.jpg

IMG_1539
ธงชาติของมัลดีฟส์

อยู่เกาะแบบนี้ อาชีพหลักๆ ของคนมัลดีฟส์ก็คือการประมง เราแวะไปดูตลาดปลา Male Fish market ซึ่งจะมีเรือมาเทียบท่าส่งปลาขึ้นขายที่ตลาดนี้ ที่เห็นก็คือปลาทูน่าเยอะมาก แล้วก็ปลาชนิดอื่นๆ ที่สดตาใสทุกตัว

8922921218425.jpg

IMG_9747II.jpg

IMG_E1560

ส่วนฝั่งตรงข้ามคือตลาดสดที่ขายผลไม้และอาหารท้องถิ่นต่างๆ มีกล้วย มะม่วง มะพร้าว พริก แตงกวา แครอท และถ้าใครอยากซื้อของฝาก เราแนะนำ Screwpine ผลไม้ที่ข้างในจะมีอัลมอนด์ เป็นพืชพื้นเมืองในโลกเก่าเขตร้อน มีที่มัลดีฟส์ที่เดียวเท่านั้น เวลาพ่อค้าเห็นนักท่องเที่ยวเดินเข้าไป ก็จะหยิบยื่นนู่นนี่มาให้ชิม มีความรู้สึก hard sale เหมือนโดนจู่โจมนิดนึง หน้าตาพ่อค้าจะดูโหดๆ หน่อย สไตล์เข้มๆ ตาโต มีหนวด แต่จริงๆ เขาก็ใจดีแหละ

IMG_9742IIIMG_9741IIIMG_E1570.jpg

IMG_9745II
Screwpine พืชท้องถิ่นของมัลดีฟส์ ข้างในมีเมล็ดอัลมอนด์
IMG_1555.jpg
ขนมท้องถิ่นของมัลดีฟส์ เหนียวๆ รสชาติเหมือนถั่วเคี่ยวกับน้ำตาล

สถานที่อื่นๆ ที่สำคัญยังมีบ้านพักของประธานาธิบดี (Male Presidential Palace) แล้วก็มัสยิดกลาง (Islamic Center) ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนมาเล่ สามารถจุคนได้ถึง 5,000 คน พอถึงเวลาละหมาด ร้านรวงต่างๆ ในเมืองก็จะปิดประมาณ 15-20 นาที พอละหมาดกันเสร็จแล้วก็กลับมาเปิดร้านต่อ

8922917795490

8922917760533
มัสยิดกลาง จุคนทำพิธีทางศาสนาได้ 5,000 คน
IMG_1585.jpg
ใกล้ๆ มัสยิดมีอนุสรณ์สถาน (Victory Monument) สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงชัยชนะที่ทหารหาญได้หลั่งเลือดเพื่อปกป้องพลเรือนของประเทศมัลดีฟส์จากการโจมตีของผู้ก่อการร้ายในวันที่ 3 พฤศจิกายน 1988

ไม่ไกลจากกันมีสวนสาธารณะ Sultan Park และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติมัลดีฟส์ (National Museum Maldives) ซึ่งตัวอาคารก็คือพระราชวังเก่าที่รีโนเวทให้กลายเป็นที่จัดแสดงศิลปวัตถุที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสมบัติและของใช้ของอดีตสุลต่าน หรืองานฝีมืออย่างงานปักผ้าและงานแกะสลักหินของชาวมัลดิเวียน นอกจากนี้ เดินถัดมาอีกนิด เรายังเราเจอสุสานของเมืองด้วย ความน่าสนใจก็คือแผ่นหินของแต่ละหลุมศพจะสูงไม่เท่ากัน ถ้าความสูงมากแปลว่าเป็นหลุมศพของผู้ใหญ่ ถ้าเตี้ยๆ ก็เป็นของเด็ก และถ้าหากเป็นลักษณะเหมือนบ้านก็เป็นของพระราชวงศ์

8922917725178.jpg
สุสานประจำเมืองมัลดีฟส์

IMG_1579.jpg

หลังจากกินมื้อเย็นที่ร้านอาหารท้องถิ่นของมัลดีฟส์จนอิ่ม พระอาทิตย์ก็ตกลงทะเลไปนานแล้ว เราเดินกลับไปยังท่าเรือในตอนค่ำเพื่อนั่งเฟอร์รี่กลับไปที่สนามบิน น้ำทะเลที่เคยเป็นสีเขียว ตอนกลางคืนมองเห็นเป็นสีน้ำเงินเข้ม เราได้แต่เฝ้ารอให้วันใหม่มาถึง เพื่อให้แสงอาทิตย์ส่องกระทบน้ำทะเลที่นี่จนเกิดประกายความสดใสอีกครั้ง นี่คือความงามที่ธรรมชาติมอบให้กับมนุษย์อย่างเรา คิดแล้วมีความสุข

IMG_8942II

สรุปค่าใช้จ่ายของทริป 3 วัน 2 คืน ต่อคน

  • ค่าเครื่องบิน Air Asia (รวมภาษี/ไม่รวมค่าโหลดสัมภาระและอาหารบนเครื่อง) ไปกลับ 6,390 บาท
  • ค่าที่พักที่ Fairmont Maldives ที่เกาะ Sirru Fen Fushi (ห้องพักประเภท Beach Villa แบบ Half Board รวมอาหารเช้าและเย็น สำหรับ 2 คน 2 คืน รวม 74,106 บาท) ตกคนละ 37,053 บาท
  • ค่า Seaplane ไปกลับคนละ (500 USD) 16,000 บาท
  • ค่ากิจกรรมทางน้ำที่เกาะ Sirru Fen Fushi (แบบไม่มีมอเตอร์) ฟรี
  • ค่าเรือเฟอร์รี่ไปกลับสนามบินและเมืองหลวงมาเล่ (2 USD) 64 บาท
  • ค่าอาหารและขนมอื่นๆ ในเมืองมาเล่ คนละ 490 บาท

รวม 59,997 บาท

*อัตราแลกเปลี่ยน 1 USD = 32 บาท

———————————

Travel Tips

  • เวลาท้องถิ่นของมัลดีฟส์ช้ากว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง
  • สกุลเงินท้องถิ่นคือ รูฟียาห์ (Rufiyaa) แต่นักท่องเที่ยวสามารถใช้เงิน US dollar ใช้จ่ายได้เลย
  • มัลดีฟส์เป็นเกาะ เวลาหน้าฝน จึงมีฝนตกเพียงแค่ไม่กี่นาที แล้วท้องฟ้าก็จะกลับมาสดใสเหมือนเดิม ดังนั้นการมาเที่ยวในหน้าฝนช่วง low season (เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม) จึงไม่เป็นปัญหาเลย แถมค่าใช้จ่ายเรื่องที่พักจะถูกลงด้วย
  • 99% ของชาวเมืองมัลดีฟส์นับถือศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด สำหรับผู้หญิงเวลาท่องเที่ยวในตัวเมืองหลวงมาเล่จึงควรแต่งกายมิดชิด
  • ห้ามเก็บเปลือกหอยหรือปะการังและนำออกไปจากมัลดีฟส์เด็ดขาดเพราะถือว่าผิดกฏหมาย

Photos by Nithid B., Edit by Caio Perim

Advertisements