IMG_6449

ไม่เห็นเคยรู้มาก่อนว่าเสียมเรียบเป็นเมืองที่น่าสนใจขนาดนี้ทั้งที่อยู่ใกล้เมืองไทยแค่นิดเดียว

ความเก๋ของเมืองนี้ ถ้าเกริ่นให้ฟังคร่าวๆ ก็อย่างเช่น เป็นที่ตั้งของนครวัด นครธม สิ่งมหัศจรรย์ของโลก, เป็นเมืองที่มีสองชื่อ ‘เสียมเรียบ’ กับ ‘เสียมราฐ’, เป็นเมืองที่เก็บภาษีแอลกฮอลล์ต่ำมากกก จนทำให้เบียร์ราคาแก้วละ 1 ดอลลาร์, นวดเท้าตามข้างทางก็ 1 ดอลลาร์

IMG_6312

เมืองนี้เป็นเมืองท่องเที่ยว มีความอินเตอร์สูง เราสามารถซื้อของด้วยแบงค์ US Dollar เงินบาท หรือเงินเรียลของกัมพูชาก็ได้ แต่เงินที่คุ้มค่าสุดคือดอลลาร์ ซึ่งเขาจะรับเฉพาะแบงค์เท่านั้น ไม่รับเหรียญ เวลาจ่าย ถ้าต้องมีทอน เขาจะคำนวณเศษและทอนมาด้วยเงินเรียลของกัมพูชาให้เอง (เอ้ออ ซับซ้อนไปอีก)

อาหารการกินคล้ายๆ ของไทย แต่รสชาติจะไม่เข้มข้นเท่า, เมืองนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของสยาม (ประเทศไทยในสมัยก่อน) ซึ่งเราได้เสียดินแดนไปให้กับฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 นอกจากนี้ความเก๋อีกอย่างก็คือคนที่นี่ดูละครไทยกันทั่วเมือง รู้จักดาราไทยเยอะมาก ชอบเมืองไทยและเรียนรู้ภาษาไทยจากในละครนี่แหละ

IMG_6536.JPG

เอาล่ะนี่เป็นเพียงน้ำย่อยจากการที่เรามาสัมผัสเสียมเรียบไม่กี่วัน แต่ก็ทำให้เราเปลี่ยนความคิดที่มีเกี่ยวกับเขมรไปอย่างสิ้นเชิงเลย

IMG_6278.JPG
สนามบินเสียมเรียบ แค่ป้ายก็ดูขลัง

การเดินทางมาเสียมเรียบ สำหรับคนไทยแล้วถือว่าง่ายมาก สามารถนั่งรถทัวร์จากหมอชิตก็ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง แต่เดี๋ยวนี้เขามีบินตรง อย่างแอร์เอเชียจากดอนเมืองถึงสนามบินเสียมเรียบก็ถือว่าราคาย่อมเยาสุด ใช้เวลาเพียง 50 นาทีเท่านั้น ใกล้กว่าไปเชียงใหม่หรือภูเก็ตอีกเนี่ย (ในทริปนี้ เราเจอเพื่อนใหม่จากอินโดฯ นางเดินทางมาจากจาการ์ตา ไม่มีไฟลท์บินตรง ต้องนั่งมาลงกรุงเทพฯ ใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง นั่งรอทรานซิทอีก 5 ชั่วโมง เพราะเวลาบินไม่ดีไม่งาม ก่อนจะต่อมายังเสียมเรียบอีก 1 ชั่วโมง โอ้โฮ! รวมแล้ว 9 ชั่วโมง นี่ไปยุโรปป่ะเนี่ย)

อ้อ! ลืมบอกว่าคนไทยไม่ต้องทำวีซ่า สามารถเข้ามาเที่ยวในกัมพูชาได้ไม่เกิน 14 วัน (รู้สึกเป็นโชคดีของคนไทยก็คราวนี้ เดินทางก็ง่าย ค่าวีซ่าก็ไม่ต้องเสีย)

IMG_6547.JPG

ตกลง “เสียมเรียบ” หรือ “เสียมราฐ”?

เอาเรื่องแรกก่อน สรุปเราควรจะต้องเรียกชื่อเมืองนี้ว่ายังไง ทำไมต้องมี 2 ชื่อ

เรื่องก็มีอยู่ว่า…ทั้งสองชื่อนี้ต่างก็มีความหมายโดยนัยทั้งคู่ “เสียมเรียบ” >> “เสียม” มาจากคำว่า “สยาม” หมายถึงสยามแพ้เมื่อครั้งอดีตที่มีการสู้รบกัน แต่ต่อมาเมื่อสยามยกทัพไปอีกครั้งแล้วเป็นฝ่ายชนะ เราจึงตั้งชื่อให้ที่นี่ใหม่ว่า “เสียมราฐ” หมายถึง ส่วนหนึ่งของประเทศสยาม

IMG_6687.JPG

ชาวท้องถิ่น รวมถึงในภาษาอังกฤษที่พวกฝรั่งเรียกกัน เขาจะเรียกว่า ‘เสียมเรียบ’(Siem Reap)

มีแต่เฉพาะในภาษาไทยเท่านั้นที่เรียกว่า ‘เสียมราฐ’

สิ่งที่ตลกก็คือ ตอนขึ้นเครื่องบินจากเมืองไทย ป้ายทุกที่ทั้งตรงเคาน์เตอร์เช็คอินไปจนถึงหน้าเกท ภาษาไทยจะเขียนชื่อเมืองจุดหมายปลายทางว่าเสียมราฐ แต่พอไปถึงกัมพูชาแล้ว จะกลายเป็นเสียมเรียบทันที ก็เอาเป็นว่ายุคนี้แล้ว ใครจะเรียกอย่างไรก็ได้ ไม่มีใครว่ากัน เข้าใจตรงกันก็พอว่ามันคือเมืองเดียวกัน

IMG_6558

เวลาท้องถิ่นของเสียมเรียบกับเมืองไทยเท่ากันเป๊ะ ปลั๊กไฟที่ใช้ก็เหมือนกัน ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก บรรยากาศของที่นี่ก็คล้ายๆ ต่างจังหวัดของไทยแหละ ยกเว้นโซนในเมืองที่เจริญขึ้นมาหน่อย ก็จะมีตึก มีร้านที่ตกแต่งแบบฝรั่งๆ หน่อย แต่เขาไม่มีรถเมล์ ไม่มีขนส่งสาธารณะอะไรเลย ชาวบ้านส่วนใหญ่ไปไหนมาไหนด้วยมอเตอร์ไซค์ ส่วนนักท่องเที่ยว ก็จะมีตุ๊กตุ๊กคอยให้บริการ เขาเรียกตุ๊กตุ๊กเหมือนบ้านเรา แต่หน้าตาต่างไปนิดหน่อย นั่งได้ 5-6 คน

IMG_6517

ที่พัก-ที่เที่ยว-ที่กิน

IMG_6666.JPG

เราพักที่ Shinta Mani Angkor by Bensley Collection อยู่ในดาวน์ทาวน์ บนถนนเล็กๆ ซอยหนึ่งที่เงียบสงบ เป็นถนนที่น่ารักเลยทีเดียว เพราะข้างทางถูกตกแต่งด้วยต้นลีลาวดี

IMG_6668.JPG

IMG_6280

Shinta Mani อยู่ห่างจากสนามบินเพียง 20 นาที และก็อยู่ไม่ไกลจาก Pub Street สถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่หน้าตาเหมือนถนนข้าวสาร มีตลาดขายของ มีถนนคนเดิน มีร้านอาหาร ร้านนวดสปาปลา (เด๋วนะ นี่ไม่ใช่ข้าวสารจริงๆ เนอะ)

IMG_6585

IMG_6591.JPG

คนเขมรแนะนำผับชื่อ Temple แม้ว่าจะดูย้อนแย้งไปหน่อย เป็นผับ แต่ชื่อแปลว่าวัด แต่เขาบอกว่าเป็นร้านที่ป็อปปูลาร์สุด ทั้งคนท้องถิ่นแล้วก็ต่างชาติมากันเยอะ เปิดเพลงป็อปฝรั่ง อาหารใช้ได้ อีกร้านนึงที่คนเยอะไม่แพ้กันชื่อ Angkor What? ส่วนเบียร์ที่นี่ยี่ห้อที่ฮอตสุดคือ Angkor โลโก้เป็นรูปนครวัด

IMG_6597
The Temple ผับที่ฮอตที่สุดสำหรับคนท้องถิ่น
IMG_6598
Angkor What? คืออีกผับหนึ่งที่ฮอตไม่แพ้กัน

Pub Street สำหรับเรา เอาไว้ไปกินอาหาร นั่งสังสรรค์ จะดีกว่าช็อปปิ้ง เพราะของที่มาขายก็เหมือนของไทยเลย เหมือนเดินข้าวสารผสมจตุจักร แต่ของไทยดีกว่า เยอะกว่า ก็เลยไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องซื้อจากที่นั่น

IMG_6524.JPG

แต่ถ้าเป็นสไตล์ร้านกาแฟ ขอแนะนำให้ไปเดินที่ Kandal Village ที่นั่นมีทั้งร้านขายงานฝีมือ (ที่อาจจะราคาไม่ถูกเท่าไร เพราะเน้นขายนักท่องเที่ยวฝรั่ง) แต่มีคาเฟ่ชิคๆ ให้ไปนั่งชิลเพียบ

IMG_6512

IMG_6515

IMG_6528

IMG_6533

IMG_6539

IMG_6540

นครวัด นครธม ไฮไลท์ของเมืองเสียมเรียบที่ไม่ไปดูไม่ได้

IMG_6459.JPG

มาถึงไฮไลท์ของการท่องเที่ยวเสียมเรียบ ยังไงก็ไม่พ้นมรดกโลกอย่างนครวัด นครธม ก็เขายิ่งใหญ่ถึงขนาดได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก แถมมีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวโยงกับไทยมาหลายยุคหลายสมัย ถ้าคนไทยไม่ไปดูซักหน่อย ชีวิตนี้ถือว่ายังตายไม่ได้นะ เหมือนที่อาร์โนลด์ ทอยน์บี นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ เคยกล่าวไว้ว่า “See Angkor Wat and die”

IMG_6477.JPG

นครวัด นครธม สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 17 สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 โดยเกณฑ์คนเป็นหมื่นๆ และช้างเป็นโขลงๆ แบกหินมาจากเขาพนมกุเลน ซึ่งห่างไปจากตรงนี้กว่า 50-60 กิโลเมตร สร้างเป็นปราสาทหินขนาดใหญ่ แกะสลักเรื่องราวทางวัฒนธรรมความเป็นอยู่ในยุคนั้นๆ รวมถึงความเชื่อทางศาสนา ขุดคลองขนาดใหญ่ล้อมรอบปราสาท โดยมีต้นแบบมาจากเขาพระสุเมรุที่เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และเป็นที่อยู่ของเหล่าเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นั่นก็เพราะเขาเชื่อกันว่ากษัตริย์ขอมคือเทพที่อวตารลงมาปกครองโลกมนุษย์

IMG_6462.JPG

IMG_6348

ตั๋วเขามีหลายแบบ One Day Pass จะอยู่ที่ 37 ดอลลาร์ /3-Day Pass ราคา 62 ดอลลาร์ / 7-Day Pass ราคา 72 ดอลลาร์ ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าได้ไม่เสียค่าเข้าชม พอจ่ายตังเสร็จ เขาก็จะถ่ายรูปเราติดบัตรเข้าชมเอาไว้เลย เวลาเดินเข้าปราสาทแต่ละที่ ก็หยิบบัตรขึ้นมาโชว์ ดังนั้นห้ามทำหาย

IMG_6349

ก่อนไป อยากให้ศึกษาดีๆ ว่าเราอยากเข้าชมปราสาทอะไรบ้าง เพราะพื้นที่กว้างใหญ่มาก เราไม่สามารถชมให้ครบทุกแห่งได้ในวันเดียว และช่วงเช้ากับช่วงเย็นที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นและตกถือเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุด ดังนั้นก็จะเป็นช่วงที่คนเยอะมากๆ ด้วย เขาเปิดตั้งแต่ตี 5 ใครตื่นไหวก็ไปเลย ส่วนเราไปตอน 10 โมงเช้า แม้ว่าจะถ่ายรูปไม่สวยเท่า แสงแข็งไปหน่อย แต่ไม่ต้องหงุดหงิดกับผู้คนมหาศาล

IMG_6386

IMG_6421

นครธมจะใหญ่กว่านครวัด ด้านในประกอบไปด้วยปราสาทต่างๆ มากมาย เช่น ปราสาทบายนที่แกะสลักหินเป็นรูปใบหน้าอยู่ทั้งสี่ทิศบนยอดปราสาท แฝงรอยยิ้มที่อ่อนช้อยทั้งๆ ที่ปรากฏอยู่บนหิน

IMG_6458.JPG

IMG_6455

ต่อด้วยปราสาทบันทายสรีที่สร้างจากหินสีชมพู, ปราสาทตาพรหม ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง Tomb Rider ฯลฯ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นเราแนะนำว่าให้ไปเลือกชมปราสาทต่างๆ ในนครธมให้พอใจก่อน แล้วค่อยมาปิดท้ายที่นครวัดเป็นจุดสุดท้าย ก็จะรู้สึกคอมพลีต

IMG_6362

IMG_6439

IMG_6432
ถ้าสังเกตลายเสื้อผ้าที่สวมใส่ จะเห็นว่าคล้ายกับลายโมโนแกรมทั้งที่เป็นลายตารางหมากรุกกับลายโมโนแกรมแคนวาสที่เป็นดอกไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์หลุยส์ วิตตอง

เรื่องความละเอียด ประณีต และยิ่งใหญ่อลังการ คงไม่ต้องพูดถึงแล้ว มีคนเคยเขียนถึงไปแล้วมากมาย แต่สิ่งที่เราอยากพูดถึงก็คือความชาญฉลาดทางด้านสถาปัตยกรรมของคนยุคก่อน อย่างเช่น การเจาะหินเป็นทางไหลของน้ำ เพื่อระบายน้ำเวลาที่ฝนตก จากชั้นปราสาทด้านบน ลงไปด้านล่าง, วิธีการซ้อนหินที่มีการคำนวณสัดส่วนเป็นอย่างดี บางจุดเราเอามือถือไปวางที่พื้นแล้วเปิดกล้องหน้า จะเห็นเส้นสายของเพดาน หลังคาที่เป็นสมมาตรกันไปหมด, ทิศทางลม ทิศทางแสง ทุกอย่างถูกคิดมาอย่างละเอียด เราจะเห็นบางช่วงที่แสงอาทิตย์สาดทะลุประตูที่ซ้อนกันหลายๆ ชั้นเป็นทางยาว งดงามมาก และบางซอกบางหลืบของปราสาท เราก็จะรู้สึกลมพัดผ่าน ถ่ายเทสะดวก แม้จะไม่มีแอร์สักเครื่องในปราสาทหิน แต่ก็ไม่ร้อนเลย

IMG_6444

IMG_6483

และที่สำคัญก็คือร่องรอยที่ยังเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าสภาพจะไม่ได้สมบูรณ์ 100% ก็ยังยิ่งใหญ่มากขนาดนี้ เราจินตนาการแทบไม่ออกเลยว่าในยุคนั้น ท่ามกลางป่าเขา ท่ามกลางบ้านเมืองที่ยังไม่มีเทคโนโลยีหรือตึกรามบ้านช่องเยอะเหมือนทุกวันนี้ ปราสาทแห่งนี้จะโดดเด่นเป็นสง่าเหมือนสรวงสวรรค์มากแค่ไหน

ลองคิดถึงวันที่มีคนฝรั่งเศสสมัยล่าอาณานิคม เดินเข้าไปบังเอิญเจอปราสาทที่ถูกทิ้งร้างมาเป็นร้อยๆ ปี ยิ่งเดินไป ก็ยิ่งเจอแต่ความยิ่งใหญ่และความลึกลับน่ามหัศจรรย์ จนต้องกลับออกมาเขียนบันทึกในหนังสือไว้หลายเล่ม เราว่าความรู้สึกเขาตอนนั้นคงจะต้องขนลุกมากที่ไปบังเอิญเจออะไรแบบนี้

IMG_6382

IMG_6479

และสำหรับทุกวันนี้เอง เมืองเสียมเรียบก็มีกฏห้ามสร้างตึกที่สูงกว่านครวัด นครธม เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและความศรัทธาทางศาสนาที่ยังคงแข็งแกร่ง

IMG_6366.JPG
ความพยายามในการนำชิ้นส่วนหินแกะสลักมาปะติดปะต่อกันแบบผิดๆ ถูกๆ แสดงถึงความไม่สมประกอบ

ในส่วนที่พูดถึงความไม่สมบูรณ์ก็อย่างเช่น ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นแทรกไปกับก้อนหิน จนบางจุดก็โดนรากไม้เบียดซะถล่มไปเลย แต่บางจุดมันก็ยังอยู่ร่วมกันแบบเบียดๆ บังๆ กันไป และตัดก็ไม่ได้ด้วย ถล่มหมดแน่นอน ในขณะที่หินบางก้อนมีร่องรอยของกระสุนปืน จากช่วงที่เกิดสงครามกลางเมือง ที่นี่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นสนามรบ มีทหารเข้ามาหลบอยู่ในนี้มากมาย

และนอกจากนั้นก็เป็นความไม่สมบูรณ์ตามกาลเวลาที่ต้องมีผุพังไป ซึ่งทางการกัมพูชา ร่วมกับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน ไทย ต่างก็เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันทำนุบำรุงฟื้นฟูมรดกโลกแห่งนี้อยู่ตลอด เอาเป็นว่าค่าเข้าชมวันละ 37 ดอลลาร์ เลยดูไม่มากไม่มายไปเลย ถ้าเทียบกับค่าใช้จ่ายมหาศาลที่เขาต้องลงทุนกับการเก็บรักษาสิ่งนี้เอาไว้ให้เป็นสมบัติของโลก

IMG_6463

ความใหญ่โตของขนาดพื้นที่นครวัด นครธมนั้น จากรั้วทางเข้าปราสาท กว่าจะเดินเข้ามาถึงตัวปราสาทนั้นไกลเป็นกิโลๆ รถยนต์เข้าไม่ได้ ต้องเดินอย่างเดียว ซึ่งอันที่จริงปราสาทพระราชวังอื่นๆ ในโลก ก็ยิ่งใหญ่กว้างขวางแบบนี้เหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าที่นี่แตกต่างคือความดิบ มันไม่ได้มีการเซ็ตหรือจัดตั้ง เรียกว่าถูกทิ้งร้างหลงลืมไปเลยเป็นหลายร้อยปีด้วยซ้ำ

และถึงแม้ทุกวันนี้จะได้รับการฟื้นฟูใหม่แล้ว แต่ประเทศกัมพูชาเองก็จัดได้ว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา ไม่ได้มีเงินทุนหรือการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าอย่างการดูแลรักษาโบราณสถานเหมือนในประเทศพัฒนาแล้ว ผู้คนท้องถิ่นที่เดินอยู่ในเมืองเอง ก็ยังมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ได้มาตรฐานด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการเอาเงินไปลงทุนกับการดูแลโบราณสถาน แต่ก็อย่างที่เห็น…นครวัด นครธม ยังคงอยู่มาได้ ผ่านวันเวลา ผ่านเรื่องราวมากมายหลายหลาก ทั้งสงครามจากต่างชาติ สงครามจากคนในชาติกันเอง ทั้งช่วงที่ผู้คนถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ล้มตายเป็นล้านๆ คน แต่ปราสาทหินแห่งนี้ยังคงงดงามเสมอในทุกๆ เย็นที่แสงอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า และสาดแสงสีส้มอ่อนๆ ทะลุประตูปราสาทที่ซ้อนกันอยู่หลายๆ บาน

ตลาดเช้าและวิถีชีวิตแบบบ้านๆ ของผู้คนที่เสียมเรียบ

IMG_6682.JPG

วันสุดท้ายที่เสียมเรียบ เราออกสำรวจเมืองด้วยการไปตลาดสด และได้เห็นชีวิตของผู้คนที่นี่ แผงขายปลา ขายผัก อยู่ใกล้ๆ กัน และร้านบางโซนเขาก็จะตั้งของกองขายที่พื้นกันแบบง่ายๆ เลย มีหนังสือพิมพ์หรือผ้าใบมาปูแค่นั้น ทุบหัวปลากันตรงนั้น แหวะไส้ไก่กันตรงนั้นเลย โหดมาก เดินๆ อยู่บางทีต้องระวังปลาดุกวิ่งมาขวางหน้า เพราะเขาไม่ได้ใส่กะละมัง ปลาก็จะดิ้นๆ อยู่ที่พื้นเลย มองแล้วสลดหดหู่ใจเบาๆ

IMG_6678

IMG_6681

ในตลาดหนึ่งก็จะมีขายทั้งอาหารสด และเสื้อผ้า หรือของกระจุกกระจิก รวมอยู่ในที่แห่งเดียว แต่ของก็ส่วนใหญ่มาจากเมืองไทย เราได้ลองกินอาหารเขมรหลายอย่างก็คล้ายๆ อาหารไทย เช่น ห่อหมกปลา ที่นั่นเรียก Amok “อาหมอก”, กุ้งผัดซอสมะขาม หรือต้มยำกุ้ง ส่วนขนม เราติดใจขนมโบราณอันนึงมาก ห่อแป้งขาวๆ เป็นลูกกลมๆ เหมือนลูกชิ้นแต่ข้างในมีไส้ เป็นก้อนหวานๆ และน้ำตาลกรอบๆ คนไทยเรียกว่า ขนมต้มแดง ต้มขาว แต่เราไม่รู้ว่าภาษาเขมรเรียกว่าอะไร

IMG_6715

IMG_6712

สรุปว่าเสียมเรียบเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่น่าไปเยือนสักครั้ง เสน่ห์ของความเป็นเมืองที่ถูกแย่งกันปกครองไปมาระหว่างประเทศนั้นประเทศนี้ ทำให้ที่นี่มีความอินเตอร์หรือความผสมผสานและหลากหลายอยู่ในตัว และไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปกี่ร้อยกี่พันปี จะมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นที่นี่มาบ้าง แต่ความศรัทธาทางศาสนาอันแรงกล้าของผู้ที่สร้างปราสาทนครวัด นครธม ขึ้นมา ก็ยังคงอยู่ตรงนั้น ไม่มีวันเสื่อมสลาย

VGVQ5729.JPG

เขียนที่สนามบินเสียมเรียบก่อนกลับบ้าน

7/4/18 เวลา 14.52 น.

Advertisements