22489776_1696671210363316_3030201538885641827_n

ครบรอบ 1 ปีการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของคนไทย

ฉันเดินทางมาที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2560 ที่นี่ตั้งอยู่บนดอยบวกห้า ไม่ไกลจากดอยสุเทพ เป็นพระตำหนักที่ประทับและที่ทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เวลาเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับแรมที่จังหวัดเชียงใหม่

ภูพิงค์2.jpg

ที่นี่คือต้นกำเนิดของความคิดที่ก่อร่างโครงการในพระราชดำริมากมาย เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารในภาคเหนือ โดยเฉพาะชาวเขาซึ่งนิยมปลูกฝิ่นกันมากในสมัยก่อน ให้มีอาชีพการงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ถูกกฏหมาย และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ฉันนั่งรถสองแถวแดงจากหน้าม.เชียงใหม่ ขึ้นมายังดอยสุเทพ (40 บาท/คน/เที่ยว) แวะสักการะส่ิงศักดิ์สิทธิ์ และต่อสองแถวอีกทอด (40 บาท/คน/เที่ยว) เพื่อมายังพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์  ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2504 และในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็เสด็จมาที่นี่เรื่อยๆ จนกระทั่งครั้งสุดท้ายเมื่อปีพ.ศ. 2542

วันที่ 13 ตุลาคม ปีที่แล้ว ฉันอยู่ในอาการโศกเศร้า และจำได้ว่าท้องฟ้าวันนั้นก็อยู่ในอาการเดียวกัน

ภูพิงค์11.jpg

มาปีนี้ แม้ฉันจะเก็บความโศกเศร้าไว้ในใจได้แล้ว แต่ท้องฟ้าบนดอยบวกห้ากลับยังคงมืดหม่น ขนาดว่าเป็นเวลาบ่ายสอง-บ่ายสาม แต่กลับไม่เห็นแสงอาทิตย์เลย ที่นี่เต็มไปด้วยหมอก ระหว่างเดินอยู่ภายในพื้นที่ของพระตำหนัก ก็เหมือนกำลังเดินฝ่าหมอกอยู่ตลอด แถมอากาศก็เย็นด้วย

ภูพิงค์8

ไฮไลท์ที่สุดคงเป็นเรือนไทยภาคกลางเรือนนี้ เพราะชั้นบนคือพระตำหนักที่ประทับของในหลวงรัชกาลที่ 9 ส่วนชั้นล่างเป็นที่พักของข้าราชบริพาร ใช้เวลาก่อสร้างอยู่ 5 เดือน โดยใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณีประยุกต์ยกพื้นสูง

ภูพิงค์7

เดินต่อมาอีกนิดจะพบกับ พลับพลาผาหมอน อยู่ตรงเนินเขาเตี้ยๆ เป็นที่ประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ และเสวยพระกระยาหารในบางครั้ง เมื่อก่อนตอนแรกเลย สร้างเป็นกระท่อมแบบชาวเขา ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นพลับพลาที่ทำด้วยไม้สักทอง รอบข้างเต็มไปด้วยต้นเฟิร์นขึ้นกันเขียวชะอุ่ม ทำให้มายืนอยู่บริเวณนี้จะรู้สึกเย็นๆ ชื้นๆ ว่ากันว่าเป็นต้นเฟิร์นอายุกว่า 60-100 ปี

ภูพิงค์13

เมื่อเดินขึ้นบันไดเลาะเลี้ยวไปเรื่อยๆ จะเห็นป้ายนำทางไปอ่างเก็บน้ำ และที่เห็นอยู่ไกลๆ ลิบๆ นั่นคือพระตำหนักยูคาลิปตัส ก่อสร้างตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ดูสิเป็นบ้านแบบ log cabin น่ารักเชียว

ภูพิงค์4

ภูพิงค์6.jpg

พระตำหนักยูคาลิปตัสมีสองจุด หลังหนึ่งเป็นที่สำหรับทดลองปลูกไม้ยูคาลิปตัส ส่วนอีกหลังใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (ซึ่งในขณะนั้น คือ พระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร)

ภูพิงค์3

ภูพิงค์1ภูพิงค์9

ระหว่างทาง เราจะเห็นดอกไม้เมืองหนาวนานาชนิด เพลิดเพลินมากๆ แต่ดอกไม้ที่โดดเด่นที่สุด ก็เห็นจะเป็น กุหลาบ มีทั้งสีแดง สีชมพู และสีขาว ปลูกอยู่เยอะมากในสวนสุวรี ซึ่งเป็นชื่อพระราชทานตามท่านผู้หญิงสุวรี เทพาคำ นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว

ภูพิงค์12

ภูพิงค์5.jpg

ในมุมสูงระหว่างเดินข้ามสะพาน มองลงไปด้านล่างจะเห็นถนนที่ทอดตัวเป็นทางยาว คิดว่าน่าจะใช้เป็นเส้นทางเสด็จของทุกๆ พระองค์ เพื่อที่จะขึ้นมายังพระตำหนัก เพราะเนื้อที่ค่อนข้างกว้างใหญ่ และลักษณะเป็นเนินเขา ทางชัน มากบ้างน้อยบ้าง เล่นทำเอาเราเมื่อยขาไปเหมือนกัน พี่ทหารที่คอยรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ เล่าว่า ผู้สูงวัยหลายคนที่มาเที่ยวที่นี่ เดินขึ้นไปชมพระตำหนักแล้วลงไม่ได้ เพราะกำลังขาหมดแรง ต้องมีการเรียกรถขึ้นไปรับ

ภูพิงค์10.jpg

รู้ไหมว่าทำไมวันนี้เราถึงมาที่นี่…..

หากใครเคยเห็นภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีฉากหลังเป็นพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ พระอาทิตย์ทอแสงระเรื่อ ดอกไม้สีสดกำลังเบ่งบาน โดยมีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเป็นฉากหน้า ก็คงจะรู้สึกเหมือนกันว่า ในช่วงเวลานั้น สถานที่แห่งนี้คงจะมอบความสุขที่เรียบง่ายให้แก่ทั้งสองพระองค์เป็นอย่างมาก พสกนิกรอย่างเราได้แต่คิดภาพแล้วมีความสุขตาม

ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือพลบค่ำ ภูพิงค์ก็เต็มไปด้วยความโรแมนติก แม้วันนี้จะเงียบเหงาไปสักหน่อย

ภูพิงคราชนิเวศน์

ดอยบวกห้า ตำบลสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.30-11.30น. (รอบเช้า) และ 13.00-15.30น. (รอบบ่าย) กรุณาแต่งกายสุภาพ

Advertisements