ss091_churchgate-station
Churchgate Station

อาชีพนักเขียนเปิดโอกาสให้ฉันออกเดินทางไปหลายแห่ง บางครั้งไปพบเจอวัฒนธรรมที่แตกต่าง ความคิดของผู้คนที่แปลกประหลาด หรือแม้แต่สภาพอากาศที่ไม่เคยสัมผัส

เช้าวันหนึ่งที่ฉันยังไม่หายจากอาการเจ็ตแล็กเท่าไรนักหลังจากการเดินทางไกลทริปล่าสุด ฉันมีนัดพบกับช่างภาพระดับโลกคนหนึ่งที่มาแสดงนิทรรศการเดี่ยวที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขาชื่อเซบาสเทียว ซาลกาโด (Sebastião Salgado) ชาวบราซิลผู้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ช่างภาพทั่วโลก ด้วยการเดินทางไปทั่วโลกมาแล้วกว่า 100 ประเทศในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

ร่างที่สูงใหญ่ของชายวัย 74 นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะโดยมีผู้คนรายล้อมเพื่อสัมภาษณ์เขามากมาย เขาดูจัดเจนประสบการณ์และเล่าถึงการถ่ายรูปของเขาได้อย่างไม่รู้จบ หากใครได้เคยดูสารคดีเรื่อง The Salt of the Earth ก็คงจะพอรู้จักช่างภาพคนนี้มาบ้าง

pom_8117
Sebastião Salgado

ในวันนั้นที่ได้พบกับเขา ฉันออกตัวว่ายังไม่เคยดูสารคดีเรื่องนี้ เพียงแต่เคยได้ยินหลายคนพูดถึง สิ่งที่ฉันเคยสัมผัสเกี่ยวกับเขา มีเพียงผลงานภาพถ่ายกว่า 120 ภาพที่นำมาจัดแสดง ณ หอศิลปกรุงเทพฯ ทุกภาพล้วนเป็นขาวดำที่ทรงพลังยิ่งกว่าสีสันใดๆ บนโลก มันเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก ทุกๆ ความรู้สึกที่มนุษย์จะพึงมี ความโดดเดี่ยว ความเหงา ความโศกเศร้า การรอคอย ความอดทน ความยากแค้น หรือความเกลียดชัง ฯลฯ

ฉันว่าเขาไม่ได้เป็นแค่ช่างภาพข่าว (Photojournalist) แต่เขาเหมือนเป็นหนึ่งในตัวละครของภาพถ่ายทุกภาพของเขา ผู้ซึ่งถ่ายทอดมุมมองอันแตกต่างและน่าสนใจของความเป็นไปบนโลกใบนี้

“ผมเก็บเกี่ยวประสบการณ์และสั่งสมบทเรียนชีวิตจากการเดินทาง สำหรับผม การเดินทางครั้งแรกคือการได้เดินทางไปช่วยพ่อ ซึ่งมีฟาร์มขนาดใหญ่ในบราซิลและปั๊มน้ำมัน ผมต้องช่วยพ่อไปเอาน้ำมันเป็นพันๆ แกลลอนมาสำรองไว้ในปั๊ม ในแต่ละครั้งเราใช้เวลาถึง 5 วันสำหรับขาไป และอีก 5 วันสำหรับขากลับ และผมก็ยังมีพี่สาวอีก 7 คนที่แต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว และตัวผมในวัยเด็กขนาดนั้น พ่อก็อนุญาตให้ผมเดินทางไปเยี่ยมพี่สาวได้โดยลำพัง” เซบาสเทียวเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทางในชีวิต

“ต่อมาผมได้มีโอกาสทำงานให้กับบริษัทส่งออกแห่งหนึ่งในบราซิล นับเป็นประตูบานแรกที่ทำให้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ มากมาย ก่อนจะเริ่มเข้าสู่เส้นทางสายนักเศรษฐศาสตร์ในบราซิล แล้วย้ายไปอาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส เส้นทางสายนักเศรษฐศาสตร์ของผมเริ่มต้นขึ้นจากการผมได้ทำงานให้บริษัทกาแฟนานาชาติแห่งหนึ่ง ที่นั่นทำให้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปหลากหลายสถานที่ในทวีปแอฟริกา เพราะผมรับผิดชอบดูแลด้านการลงทุนใน 2-3 ประเทศในทวีปแอฟริกาสำหรับโครงการพัฒนาด้านการเงิน และหลังจากนั้นผมก็ไม่เคยหยุดเดินทางเลย ซึ่งหมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้เรียนรู้มาตลอดชีวิต มาจากการเดินทางทั่วโลก”

ss088_worker-resting
Worker Resting

ผลงานชุด Workers พาเขาออกเดินทางไปยังจีน บังคลาเทศ และคิวบา เพื่อบันทึกภาพผู้คนที่ใช้แรงงานในทุกอุตสาหกรรม ส่วนงานชุด Exodus เผยให้เห็นถึงช่วงเวลาที่เปล่าเปลี่ยวที่สุดของประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ซึ่งเป็นการขับไล่ครั้งใหญ่ของประชาชนใน 35 ประเทศ อันเป็นผลมาจากความแตกต่างทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ขณะที่งานชุด Genesis เป็นภาพถ่ายทิวทัศน์ทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ความสงบเยือกเย็นของอารยธรรมโบราณและความมีชีวิตชีวาของเหล่าสัตว์ป่า ที่ยังคงไม่ถูกบุกรุกโดยเทคโนโลยี โดยเป็นผลงานที่เขาใช้เวลาทำถึง 8 ปี และเดินทางถึง 32 ครั้ง เพื่อถ่ายสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ห่างไกลโดยให้ความเคารพต่อธรรมชาติ

ss077_gold-mine
Gold Mine

“ผมทำงานหลากหลายชิ้น ถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย และบางครั้งก็ต้องเจอสถานการณ์เลวร้าย อย่างตอนที่ผมได้เข้าไปร่วมในเหตุการณ์ใหญ่บริเวณขอบชายแดนแทนซาเนีย ตรงริมน้ำ เต็มไปด้วยฝูงชนกำลังลี้ภัยอพยพย้ายถิ่น และเมื่อผมข้ามไปฝั่งแทนซาเนีย ก็มีเรือมากมายที่บรรจุผู้ลี้ภัยกำลังล่องแม่น้ำอยู่ ซึ่งเมื่อผมมองเข้าไปในแววตาของพวกเขา เขาต้องการจะฆ่าเรา แต่พอผมบอกว่า ผมมาจากชนเผ่าเทเล ฝูงชนก็สงบลง ผมจึงสามารถถ่ายรูปได้ ถ้าผมไม่มีพาสปอร์ตตัวนี้ ผมก็ไม่ได้เข้าไป”

แล้วคุณปรับตัวอย่างไรให้เข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่างอยู่ตลอดเวลา ผู้คนที่ไม่ได้พูดภาษาเดียวกับคุณ หรือแม้แต่สิ่งของเครื่องใช้บางอย่างในชีวิตประจำวันที่คุณไม่รู้จักมาก่อน

“คุณเป็นคนไทย ผมเป็นคนบราซิล สิ่งที่สำคัญกับชีวิตคุณและสิ่งที่สำคัญกับชีวิตผม มันเหมือนกันแหละ ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความโดดเดี่ยว ความหิวโหย การเติบโตจากเด็กมาเป็นผู้ใหญ่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญกับมนุษย์ทั้งนั้นไม่ว่าเป็นคนชาติไหน เราพูดภาษาต่างกันแต่เราก็ใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบเดียวกัน

“ตอนที่ผมเดินทางไปถ่ายรูปที่เวียดนามคนเดียว ภาษาก็พูดไม่ได้ คนเวียดนามเองบางคนก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ผมไปถ่ายรูปและได้พบเจอผู้คนมากมาย ได้เข้าไปสัมผัสการใช้ชีวิตของคนที่นั่น ไม่ว่าจะตามท้องถนนหรือบนรถเมล์ กลายเป็นว่าผมได้เพื่อนกลับมา เพราะสิ่งที่เหมือนกันคือความรู้สึก เราสื่อสารกันด้วยความรู้สึกข้างใน ใช้ชีวิตด้วยจิตวิญญาณ ดังนั้นการปรับตัวที่จะทำความเข้าใจวัฒนธรรมที่แตกต่างจึงไม่ใช่สิ่งที่ยากสำหรับผม หรือสำหรับใครก็ตาม” เขาสบตาฉันและไขความกระจ่างในสิ่งที่ฉันสงสัย

ss062_chinstrap-penguins
Chinstrap Penguins

เซบาสเทียวเป็นนักเล่าเรื่องตัวจริง เขาไม่ได้เป็นคนสร้างประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นคนถ่ายทอดและบอกเล่าประวัติศาสตร์ เรื่องราวของผู้ลี้ภัย ความรุนแรง และสงคราม ที่เขาได้เอาตัวเองเข้าไปเป็นหนึ่งในบุคคลท่ามกลางสถานการณ์ที่เสี่ยงอันตรายเหล่านั้น และสะท้อนชีวิตผู้คนออกมา จนทำให้วันนี้หูของเขาใช้การได้ไม่ดีเท่าไรนัก แต่ในสถานที่ตรงนั้น..วันนั้น…“ผมเห็นในสิ่งที่เห็น ได้ยินในสิ่งที่ได้ยิน”

เขายังอธิบายต่อด้วยว่า “แม้ภาพถ่ายทั้งหมดที่คุณเห็นในนิทรรศการนี้จะเป็นขาวดำ แต่ถ้าลองพิจารณาดูให้ดี ไม่มีอะไรเป็นสีขาวและสีดำ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสีสัน จริงๆ เราควรให้คำนิยามของโทนสีขาวดำเสียใหม่ เพราะจริงๆ แล้วมันคือโทนสีเทาหลากเฉดต่างหาก ซึ่งระดับความเข้มของสีเข้มที่สุดของเทาก็คือสีดำ ส่วนระดับที่อ่อนที่สุดของสีเทาก็คือสีขาว โทนสีขาวดำไม่ใช่สีขาว แต่มันคือเฉดสีเทาในเฉดสีสว่าง ดังนั้นมันจึงเป็นสีเทาโทนหลากสี พวกเราต่างหากที่โดนยัดเยียดด้วยความเป็นโทนสีขาวดำ”

ss042_southern-right-whale
Southern Right Whale

ฉันชอบคำนิยามใหม่นี้เอามากๆ ก็เหมือนกับชีวิตมนุษย์ จริงๆ แล้วมันอาจไม่มีสีขาวและดำจริงๆ เลยก็ได้ ทุกอย่างล้วนอยู่ในโทนสีเทา ไม่มีใครที่เป็นคนดี 100% ไม่มีใครเป็นคนชั่ว 100% และเช่นเดียวกัน…ไม่มีใครที่ต่างหรือเหมือนกับเราไปทั้งหมด 100%

ในช่วงวัยเด็กที่เพิ่งเริ่มต้นออกเดินทางใหม่ๆ ความแตกต่างของผู้คนและวัฒนธรรมในต่างแดนสามารถทำให้ฉันตื่นเต้นหรือหัวเสียก็ได้ แต่พอเติบโตขึ้น ฉันเริ่มรู้แล้วว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกหรอกที่เป็นขาวหรือดำไปทั้งหมด และความที่มันเป็นสีเทานี่แหละที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันในโลกนี้ได้

นิทรรศการภาพถ่ายระดับโลก Sebastião Salgado: The World Through His Eyes เปิดให้เข้าชมฟรีที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จนถึงวันที่ 8 มีนาคม 2560

Photos: Sebastião Salgado, BACC

Advertisements