oldtown2

เสน่ห์ของภูเก็ตที่ใครหลายคนมักนึกถึงเป็นอย่างแรกๆ คงเป็นทะเลสีเขียวมรกตกับหาดทรายขาวสวยสมกับเป็นไข่มุกแห่งอันดามัน แต่สำหรับฉัน เสน่ห์ของภูเก็ตคือร่องรอยแห่งอดีตที่แทรกซึมอยู่ในวัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คน ตึกรามบ้านช่อง สำเนียงภาษาถิ่น หรือแม้แต่รสชาติของอาหารพื้นเมือง

แหลมพรหมเทพ1

ฉันไปภูเก็ตครั้งแรกในชีวิตตอนอายุไม่กี่ขวบ ภาพที่จำได้คือพ่อแม่ยังรักกันดีอยู่ เรายืนกันอยู่ที่แหลมพรหมเทพเพื่อรอดูพระอาทิตย์ตก ระหว่างนั้นก็แข่งกันปาก้อนหิน มันสนุกตรงที่ต่อให้เราออกแรงขว้างให้ไกลแค่ไหน แต่ความกว้างของเนินเขาที่ลาดลงไปที่ทะเลก็จะลวงตา ทำให้ดูเหมือนว่าก้อนหินนั้นกลิ้งไปได้แค่นิดเดียว และหลังจากนั้นก็ไม่รู้ทำไม…ฉันไม่เคยรู้สึกว่าพระอาทิตย์ตกที่ไหนจะสวยงามเท่าที่แหลมพรหมเทพ

oldtown1เมื่อเติบโตขึ้น ฉันมาภูเก็ตอีกหลายต่อหลายครั้งไม่ว่าจะด้วยเรื่องงานหรือไปเที่ยว แต่นอกจากทะเลที่สวยจนไม่ต้องพูดถึงแล้ว ย่านเมืองเก่าก็เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่ฉันชอบมาก สถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีส (Sino-Portugese) ที่เรียงรายอยู่สองข้างถนนบ่งบอกว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยมีความรุ่งเรืองอย่างมาก เป็นย่านการค้าและเมืองนานาชาติที่คึกคัก ไม่ใช่เฉพาะชาวไทย แต่ชาวจีนและชาวตะวันตกก็เดินทางเข้ามาทำการค้าที่นี่ นั่นจึงเป็นที่มาของการก่อสร้างอาคารโคโลเนียลสไตล์ ‘ชิโนโปรตุกีส’ ที่ผสานความเป็นศิลปะตะวันตกและตะวันออกเอาไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน โดยสถาปัตยกรรมในสไตล์นี้จะพบเห็นได้ทั่วแหลมมลายู เช่น เมืองมะละกา เมืองปีนัง สิงคโปร์ และเมืองทางใต้ของไทยอย่างตรัง ระนอง กระบี่ ตะกั่วป่า พังงา แต่สำหรับที่ภูเก็ตจะครอบคลุมพื้นที่บนถนนดีบุก กระบี่ ถลาง และเยาวราช ดูสิ…แค่อ่านชื่อถนนก็รู้แล้วว่าสินค้าที่เฟื่องฟูในแถบนี้สมัยก่อนคืออะไร (ตอบ…แร่ดีบุกไง)

oldtown3

ส่วนใหญ่อาคารแถวนี้จะเป็นตึกแถวสองชั้นกึ่งบ้านกึ่งร้านค้า ด้านหน้าอาคารที่ชั้นล่างมีช่องโค้งต่อเนื่องกัน ขณะที่บานประตูหน้าต่างมักจะตกแต่งด้วยศิลปะแบบจีน นอกจากนี้ก็ยังมีคฤหาสน์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคหบดีนายเหมือง ถ้าอยากรู้เรื่องราวแบบละเอียดต้องไปที่พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัวซึ่งเดิมเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรกในจังหวัดภูเก็ตอายุกว่า 82 ปี แต่ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวของภูเก็ตในอดีต ตั้งแต่ความเป็นอยู่ของผู้คน ข้าวของเครื่องใช้ ภูมิปัญญา เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ หลักฐานจดหมายเหตุต่างๆ และอย่างอื่นอีกมากมายนับไม่ถ้วน

ความสนุกของการมาเดินย่านนี้คือได้เห็นอาคารแปลกตาที่สร้างความรู้สึกให้เราเหมือนหลุดเข้าไปในโลกแห่งอดีต ทว่าถ้าเราเลือกเดินเข้าร้านใดร้านหนึ่ง เราก็จะพบว่าผู้คนด้านในก็ดำเนินวิถีชีวิตแบบสมัยใหม่ตามปกติ มันบาลานซ์อดีตกับปัจจุบันได้ดีมากๆ แอบอิจฉาคนที่นี่ที่ใช้ชีวิตประจำวันในโลกดิจิตัลได้ทั้งๆ ที่ยังเดินอยู่ในตึกแห่งโลกอะนาล็อก ร้านที่ฉันชอบไปก็ได้แก่ โกปี้เตี๊ยม เดิมเป็นร้านกาแฟแบบโบราณที่คนรุ่นปู่ย่าเราชอบมานั่งพูดคุยสัพเพเหระกันยามเช้าพร้อมถือหนังสือพิมพ์ในมือ แต่ปัจจุบันนอกจากกาแฟแล้วก็ยังมีเมนูอาหารพื้นเมืองอย่าง เตากั้วเจี้ยน บะกู๊ดเต๋ ฮกเกี้ยนหมี่ หมี่สั่วผัดกุ้งสีสันจัดจ้านและเครื่องปรุงจัดเต็ม ฯลฯ ส่วนกาแฟก็มีให้เลือกทั้งโกปี้อ๊อ (กาแฟดำ) โกปี้อูเล้ง (กาแฟนม) โกปี้ช้าม (กาแฟ+ชา) โกปี้อัฟโฟกาโต้ (กาแฟ+ไอศกรีม) เป็นต้น

โกปี๊เตี่ยมร้านอาหารอีกร้านที่ไปภูเก็ตทีไรก็ต้องแวะ คือ ร้านระย้า เพราะบรรยากาศร่มรื่นดี มีต้นไม้เยอะแยะ แถมอาหารก็ยังถูกปาก เพราะปกติอาหารใต้จะรสเผ็ดมาก แต่ที่นี่สามารถขอลดดีกรีความเผ็ดลงได้ แต่สำหรับคนที่ชอบทานเผ็ดก็ให้เขาจัดเต็มได้เลย จานหลักที่พลาดไม่ได้ คือ น้ำพริกกุ้งเสียบเสิร์ฟพร้อมผักพื้นเมืองนานาชนิด เส้นหมี่แกงปูใส่ใบชะพลูที่ได้ความเน้นๆ ของเนื้อปูเกรดเอเข้ากันดีกับหมี่ขาว หมูฮ้องหรือหมูสามชั้นชิ้นใหญ่บิ๊กหมักด้วยกระเทียม พริกไทย แล้วนำมาเคี่ยวกับน้ำพะโล้ รสชาติน้ำซอสเข้มๆ กลมกล่อมกำลังดี

ระย้า

ทั้งหมดนี้ถ้าได้มีโอกาสชิมแล้วจะรู้ว่าอาหารภูเก็ตนั้นน่าสนใจและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยความที่มีทั้งอาหารจีนฮกเกี้ยนและปีนัง อาหารเผ็ดร้อนแบบภาคใต้ของไทย และอาหารมุสลิม อีกทั้งวัฒนธรรมการกินของที่นี่ก็ไม่เหมือนใคร อย่างตอนเช้าเขาจะนิยมกินติ่มซำ หรือโรตี มะตะบะ คู่กับชาหรือกาแฟโบราณ ส่วนตอนเที่ยงนิยมกินหมี่ต่างๆ จะกินแบบผัดหรือแบบมีซุปก็เลือกได้ตามใจชอบ ร้านในย่านเมืองเก่าจะเสิร์ฟเราด้วยเมนูพื้นเมืองเหล่านี้แหละ

ที่นี่ยังมีร้านหนังสือด้วย ตรงเข้าถนนถลางไปนิดเดียวจะสังเกตเห็นป้ายชื่อร้านหนัง (สือ) ๒๕๒๑ bookhemian เป็นร้านหนังสืออิสระที่ตกแต่งด้วยดีไซน์เฉพาะตัว มีขายหนังสือ แผ่นหนังนอกกระแส รวมไปถึงเค้ก ขนมปัง และกาแฟ โดยมีห้องสำหรับฉายหนังที่ชั้น 2 แต่ความคลาสสิกของภูเก็ตยังไม่หมดแค่นั้น เพราะใกล้ๆ กับย่านเมืองเก่า เราสามารถออกไปเที่ยวป่าโกงกางที่สวนสาธารณะสะพานหินซึ่งอยู่ติดกับทะเลและมีสวนสนอันร่มรื่น ลมพัดเย็นสบายและบรรยากาศดีมากๆ ฉันชอบมองดูคนนั่งเรือกอจ๊านหรือที่เรียกว่าเรือท้ายเป็ด (แปลเป็นไทยว่าอวนจับปลา) เป็นเรือที่สันนิษฐานว่าน่าจะนำมาใช้ในภูเก็ตพร้อมกับชาวจีนที่เข้ามาดูลู่ทางทำมาหากินในอดีต เรือกอจ๊านทำจากไม้ทั้งลำ นั่งได้ 8 คน โดยจะมีคนพายอยู่ด้านหลังพานักท่องเที่ยวไปชมป่าชายเลนและทักทายลิงแสมแถวนั้น การได้นั่งมองความช้าของเรือทำให้เรารู้สึกว่าบางทีชีวิตไม่ต้องรีบนักก็ได้

เรือกอจ๊าน

และหากมีเวลา ฉันก็ยังคงหาโอกาสแวะไปดูพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพเสมอ ฟองคลื่นสีขาวบนทะเลสีเขียวยังซัดเข้าฝั่งได้สวยงามเหมือนเดิม ต้นตาลก็ยังยืนเด่นเป็นสง่า และแสงอาทิตย์ที่นี่ก็ยังคงเป็นแสงสุดท้ายของวันที่สวยกว่าที่ไหน ภาพในอดีตยังสวยงามเสมอแม้ฉันจะยืนอยู่ในปัจจุบัน

แหลมพรหมเทพ3แหลมพรหมเทพ2

Photos: Thanes Piamnamai
Advertisements