Danse Macabre in Nepal

Text: Anya Wan
Photos: Sirima Chaipreechavit

Screen Shot 2559-03-09 at 7.15.11 PM

ฉันเคยมีปัญหากับการจัดการภาพในบล็อกหรือไม่ก็อินสตาแกรมว่าจะให้แสดงเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า เวลามันเรียงต่อๆ กัน ถ้ามันเป็นรูปแบบเดียวกันหมด ก็คงสวย แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะไม่ใช่ทุกภาพหรอกที่เหมาะจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า

หลายวันก่อนฉันไปดูนิทรรศการภาพถ่ายที่ Kathmandu Gallery สีลม และได้เห็นงานชุด ระบำตันตรา (Danse Macabre) ของผ้าป่าน สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ อดีตพิธีกรรายการวัยรุ่น สตรอเบอร์รี่ชีสเค้ก ที่ปัจจุบันเป็น Gallery Director แห่ง The Jam Factory และบรรณาธิการนิตยสารแจกฟรี The Jam Factory magazine เธอเดินทางไปกาฏมาณฑุ ประเทศเนปาลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหวเพียง 2  เดือน และถ่ายภาพวิถีชีวิตของผู้คนในลักษณะของภาพสตรีทมานำเสนอทั้งภาพสีและขาวดำ เธอบอกฉันว่า “ตอนที่เราถ่ายภาพนั้น เรามองเห็นสีของมันที่ทำงานกับเรา เราไม่อยากทรยศกับมัน เราอยากจริงใจกับมัน ไม่ใช่ว่าชอบขาวดำแล้วจะต้องทำให้ทุกอย่างเป็นขาวดำ แต่บางภาพคือมันเป็นขาวดำแล้วสวยกว่าก็ปล่อย หรือเป็นสีแล้วสวยกว่าก็ให้มันเป็นสี ต้องยอมรับตรงนั้น เราแค่ดีลกับตัวเองข้างใน เพราะจริงๆ แล้วมันไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา มันอยู่ที่สิ่งที่เกิดขึ้นต่างหากว่ามันเหมาะสมจะเป็นแบบไหน”

คำตอบของผ้าป่านทำให้ฉันนึกถึงการจัดเรียงภาพในบล็อกและอินสตาแกรม เธอช่วยให้ฉันปล่อยวางมันได้และไม่คิดที่จะกำหนดลักษณะและขนาดกรอบให้มันอีก นั่นเป็นความประทับใจแรกของบทสนทนาที่ทำให้ฉันสนใจอยากรู้จักความคิดของเธอในแง่มุมอื่นมากขึ้น

Screen Shot 2559-03-09 at 7.15.57 PM.png

ฉันติดภาพของผ้าป่านจากความร่าเริงและโหวกเหวกในบางครั้งสมัยที่เธอจัดรายการ แต่เมื่อฉันได้เห็นภาพถ่ายของเธอที่ดูเคร่งขรึม ฉันก็คิดว่าผู้หญิงคนนี้มีอะไรที่น่าค้นหามากกว่านั้น สำหรับภาพขาวดำ มันดูหม่นและน่ายำเกรง ทว่าภาพสีก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกสดใสมากขึ้นเท่าไร ด้วยองค์ประกอบภาพแบบคลาสสิกบวกกับการสร้างน้ำหนักภาพที่เข้มข้น มันจึงยังคงดูทึมๆ เมื่อได้เห็นสีเข้มๆ ตัดกับแสงและเงา

“ป่านถ่ายรูปแบบเป็นตัวเอง คือถ่ายทอดสถานที่นั้นออกมาในมุมมองของเรา ถ่ายสิ่งที่เรามองเห็น สิ่งที่เกิดขึ้นจริง เสน่ห์ของเนปาลเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ป่านไปอยู่ที่นั่น 21 วัน ในขณะที่เพื่อนๆ ไปเดินเขา แต่ป่านเลือกที่จะเดินถ่ายรูปเล่นในเมือง ป่านเดินไปตามท้องถนนและในหมู่บ้านเพื่อให้เห็นวิถีชีวิตของคนจริงๆ ไม่ค่อยได้ไปสถานที่ที่นักท่องเที่ยวเขาไปกัน ป่านเดินทุกวันจนคนในหมู่บ้านจำได้ ไม่ว่าจะเป็นภาพสีหรือขาวดำ มันก็ยังมีความดาร์กในแบบของป่าน เพื่อนๆ บอกว่า เออสุดท้ายมันก็เป็นแกอยู่ดี มีคนบอกด้วยนะว่าเห็นงานป่านแล้วนึกว่าเป็นงานของผู้ชาย” ช่างภาพสาวเล่าวิีธีการถ่ายภาพสตรีทในแบบของตัวเอง

Screen Shot 2559-03-09 at 7.15.44 PM

“การได้ไปถ่ายรูปที่เนปาลมีหลายประสบการณ์มาก สนุกมากเลยค่ะ มีวันหนึ่งระหว่างที่เดินถ่ายรูป ป่านเห็นคนลากลูกหมาตัวหนึ่งออกมา เลือดออกเยอะมาก ก็เลยเข้าไปถาม ได้ความว่าโดนหมาตัวใหญ่งับคอ เขาก็เลยลากเอามาไว้ข้างทาง แต่ไม่ได้จะเอาไปรักษา ซึ่งเราก็เข้าใจเพราะด้วยสภาพสังคมที่นั่นคงไม่ได้มีมากพอจนสามารถเผื่อมาช่วยหมาจรจัดได้ แต่สำหรับเรา มันสะเทือนความรู้สึกมาก เพราะเห็นมันกำลังจะตายต่อหน้าต่อตา  ก็เลยถามว่าโรงพยาบาลสัตว์ใกล้ๆ มันคือตรงไหน เราขอพาไป ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใกล้เลยค่ะ มันอยู่ไกลมาก คนที่นั่นเขาก็บอกว่าไม่ต้องพาไปโรงพยาบาลสัตว์หรอก เพราะโรงพยาบาลไม่ได้มีไว้เพื่อหมาจรจัด ถ้าสมมติว่ามันรอดตอนนี้ แล้วต่อไปใครจะดูแลมัน ตอนนั้นส่ิงที่เราทำได้คือเอาน้ำมาหยอดลงไป เพราะตรงหัวด้านหลังมันโหว่เลย เห็นกะโหลก แล้วหมามันพะงาบกระตุกตลอดเวลา อยู่ตรงหน้าเราและตัวเล็กนิดเดียว มันก็พยายามสู้มาก พยายามเลีย ในใจเราก็คิดว่า ไม่เป็นไร ถ้าตายก็จะอยู่เป็นเพื่อน ก็ลูบๆ มัน แต่สักพักร้องไห้ คนแถวนั้นก็เลยสงสาร เขาก็เลยเดินมาดู สุดท้ายมีคนช่วยหาเบอร์เหมือนเป็นสังคมสงเคราะห์ของสัตว์ เขาเอารถมารับเลย ความประทับใจอย่างหนึ่งคือ เจ้าของร้านขายยาแถวนั้นๆ เขาเอาชาซึ่งคนที่นั่นจะดื่มกันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว เอามาให้คนที่มายืนมุงอยู่แถวๆนั้น ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ สักพักเขาก็เดินมาจับมือเรา แล้วก็บอกว่าคุณไม่ใช่คนที่นี่ด้วยซ้ำ แต่ขอบคุณที่ทำให้เราเห็นค่าของมัน แล้วที่เรียกรถพยาบาลมา ก็ไม่ใช่เพราะหมาตัวนี้ แต่เป็นเพราะเราที่ต่อสู้เพื่อหมาตัวนี้ หลังจากนั้นก็เลยเป็นว่าคุยกันยาว ถามว่าจะไปเที่ยวไหน เขาก็พาเราไปเที่ยวในที่ที่คนไม่ค่อยรู้จัก ก็ผูกมิตรกันมา ทุกวันนี้ก็ยังมาตามในเพจเฟสบุ๊ก” เธอนึกย้อน

Screen Shot 2559-03-09 at 7.15.21 PM.png

หลายเรื่องราวและความรู้สึกปรากฏอยู่ในภาพชิ้นต่างๆ อาจเล่าเรื่องได้ไม่ทั้งหมด แต่เราผู้ชมก็สามารถสัมผัสถึงความรู้สึกได้ อย่างแรกที่ฉันรู้สึกคือเนปาลมีสิ่งก่่อสร้างสวยๆ เยอะ และผู้คนก็ดูมีมิตรไมตรี ส่วนตัวฉันชอบภาพที่มีเด็กๆ ในอิริยาบถต่างๆ บางคนถืออมยิ้ม บางคนวิ่งเล่นอย่างอิสระ บางคนใส่หน้ากากแต่ว่าซ่อนรอยยิ้มทะเล้นๆ อยู่ด้านหลังหน้ากากนั้น หรือแม้แต่ภาพที่มีเด็กอยู่ท่ามกลางอิฐหินโบราณอันยิ่งใหญ่ มันก็เป็นความคอนทราสต์ที่น่าสนใจและสะท้อนคาแร็กเตอร์ของเจ้าของผลงานชุดนี้ได้ไม่น้อย โดยเฉพาะในแง่มุมที่เรายังไม่รู้จัก

Screen Shot 2559-03-09 at 7.15.37 PM.png

ความน่าสนใจอีกอย่าง คือ การนำภาพมาจับคู่และเรียงต่อกัน ทำให้เราเห็นความเชื่อมโยง และสร้างความหมายใหม่ อย่างเช่น ภาพเด็กโตสองคนกำลังเดินและหันมามองกล้อง จับคู่กับภาพเด็กตัวเล็กสองคนกำลังเดินลอดต้นไม้, ภาพเด็กใส่หน้ากากสีแดง จับคู่กับภาพผู้หญิงโพกผ้าในโทนสีใกล้เคียงราวกับเป็นหน้ากากอีกแบบ, ภาพเด็กทำท่ากำลังไขว่าคว้าต้องการอะไรบางอย่าง จับคู่กับภาพเด็กที่หันหลังแล้วเดินจากไป ราวกับไม่ต้องการสิ่งใด เป็นต้น

Danse Macabre # 07ภาพเหล่านี้ทำให้เรามองเห็นบางสรรพสิ่งที่เรามองไม่เห็น และผู้คนที่ปรากฏในภาพก็เป็นเหมือนหนูขาวที่หลงละเมออยู่ในวงกตอันดึกดำบรรพ์ คอยไล่งับเงาของตัวเองและร่ายรำอยู่ตามจังหวะของกาลเวลา ซึ่งผ้าป่านก็สามารถค้นพบและเข้าถึงสัจธรรมเหล่านี้โดยผ่านกรรมวิธีของสัญชาตญาณและการซึมซับทางจิต อันเป็นที่มาของชื่อนิทรรศการ ‘Danse Macabre’

“Danse Macabre เป็นคำเก่าในภาษาฝรั่งเศส ถ้าแปลตรงตัวก็คือ Dance of Death หรือระบำแห่งความตาย คือในสมัยก่อนช่วงที่มีโรคระบาด คนตายเยอะ เขาถือว่าความตายเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นสันตะปาปา ยาจก ผู้หญิง หรือชนชั้นไหนก็ตาม สุดท้ายคุณต้องตาย เขาสอนว่าเมื่อคุณรู้ว่าความตายมันมีอยู่ในทุกๆ ที่ ฉะนั้นคุณต้องเอนจอยกับชีวิต ชื่อนี้ต้องยกเครดิตให้กับคุณอิ๋ง (อิ๋ง กาณจนะวณิชย์) กับคุณมานิต ศรีวานิชภูมิ เจ้าของ Kathmandu Gallery เพราะครั้งนี้ถือเป็นการทำงานร่วมกับแกลเลอรี่ ก็รู้สึกสนุกดีนะคะที่ได้แชร์อีกครึ่งหนึ่งกับอีกคนที่เราเคารพ ทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ๆ คุณอิ๋งไปเนปาลบ่อยมากๆ เขารักและผูกพันกับเนปาลมากจนได้แรงบันดาลใจกลับมาทำแกลเลอรี่ในชื่อ Kathmandu แล้วตอนที่ป่านเอารูปเข้าไปคุย เขาบอกว่าคำแรกที่นึกถึงคือคำนี้ เพราะมันเชื่อมโยงกับระบำแห่งความตายในภาพของป่าน และภาพมันเล่าเรื่องแบบนี้ มันทำงานกับเขาอย่างนี้ ซึ่งป่านก็เห็นด้วยว่าเราใช้ชื่อนี้กันเถอะ แต่ความรู้สึกแรกตอนที่เขาส่งมาให้คือป่านอ่านไม่ออกค่ะ” เธอหัวเราะ

Screen Shot 2559-03-09 at 7.15.29 PM.png

การเดินทางให้อะไรกับชีวิตทุกครั้งไม่มากก็น้อย และการดูงานศิลปะที่เกิดขึ้นจากการเดินทางก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนออกเดินทางไปด้วยเช่นกัน อย่างน้อยในงานชุดนี้ก็ทำให้ฉันนึกถึงวรรณคดีเรื่องเก่าที่เคยอ่านหรือหนังบางเรื่องที่เคยดู มันบอกว่าชีวิตคือการเต้นรำ และความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็เหมือนจังหวะเพลงที่เปลี่ยน สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเราจะออกท่วงท่าอย่างไร การแต่งกายของเราจะสวยงามแค่ไหน แต่เพลงก็ต้องจบลงในวันหนึ่ง เหมือนชีวิตที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ความตาย…ที่ทำให้ทุกอย่างเท่าเทียม

นิทรรศการ ระบำตันตรา (Danse Macabre) จัดแสดงที่ Kathmandu Gallery สีลม ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม – 30 เมษายน 2559

Photos courtesy of Kathmandu Gallery

Advertisements