The Sound of Music in Vienna

Text: Anya Wan

ทริปสามวันในซาลซ์บูร์ก (Salzburg) ก่อนนั่งรถไฟมากรุงเวียนนา (Vienna) ประเทศออสเตรีย ทำให้ฉันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดคีตกวีดนตรีคลาสสิกหลายท่านจึงชอบเขียนเพลงบรรยายความงดงามของธรรมชาติเอาไว้มากมาย ฉันหวนนึกถึงภาพเทือกเขาแอลป์ที่ยังปกคลุมด้วยหิมะสีขาวอยู่ประปราย เนินเขาด้านล่างเขียวขจีรับฤดูร้อน ทะเลสาบอันกว้างใหญ่ และดอกไม้นานาชนิดบานสะพรั่งหยอกล้อกับแสงอาทิตย์อุ่นๆ ประดับประดาด้วยปุยเมฆนุ่มๆ สีขาวราวกับสำลี

เชื่อว่าความประทับใจของบราหมส์ (Johaness Brahms) ที่มีต่อความสวยงามของธรรมชาติในช่วงที่เขามาเยือน ออสเตรียนแอลป์ ในฤดูร้อนปี 1877 คงไม่น่าจะต่างไปจากความรู้สึกเบิกบานของฉันเท่าไรนักแม้เวลาจะต่างกันถึงร้อยกว่าปี ความรู้สึกของเขาถูกถ่ายทอดลงในซิมโฟนีหมายเลข 2 ในบันไดเสียง D Major ที่มีหลายคนนำไปเปรียบเทียบกับซิมโฟนีหมายเลข 6 (Pastoral) ของเบโธเฟน (Ludwig van Beethoven) ซึ่งบรรยายความงามของธรรมชาติเอาไว้เช่นกัน ต่างกันตรงที่ว่าซิมโฟนีของบราหมส์เริ่มต้นด้วยเมโลดี้ที่เงียบสงบและสุขุมกว่า

Image

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันมายืนฟังเพลงนี้ใน Musikverein ณ กรุงเวียนนา หนึ่งในหอแสดงดนตรีที่มีระบบอะคูสติกเยี่ยมยอดที่สุดในโลก ด้วยฝีมือการบรรเลงของวงฟิลฮาร์โมนิคออร์เคสตราประจำเมืองมิวนิค (Munchner Philharmoniker) กับวาทยกรชื่อก้องอย่าง ลอริน มาแซล (Lorin Maazel) ธีมหลักของท่อนแรกเริ่มต้นอย่างแจ่มชัดนำเสนอโดยเสียงเชลโลกับดับเบิลเบส ชัดเสียจนดังเข้าไปในหัวใจของคนรักการฟังดนตรีอย่างฉัน ทำเอาขนแขนทั้งสองข้างลุกขึ้นยืนตามไปด้วยอย่างไม่ได้ตั้งใจ เหมือนกับว่ากำลังฟังอยู่ติดขอบเวทีทั้งๆ ที่ฉันยืนอยู่เกือบแถวหลังสุดของฮอลล์ ในตำแหน่งที่มีฝรั่งตัวสูงยืนบังอยู่ข้างหน้าเต็มไปหมด

ด้านหน้าของฉันมีคู่รักยืนจับมือกันฟังอย่างตั้งใจ ขณะที่ด้านข้างมีหญิงท้องแก่อุ้มครรภ์หนักๆ มายืนฟังอย่างไม่ปริปากบ่น ฉันสังเกตใบหน้าของทุกคนอิ่มเอมไปกับซิมโฟนีที่ต้อนรับความสดใสในฤดูร้อนของบราหมส์ ทั้งๆ ที่เรายืนกันมาเกือบ 2 ชั่วโมงแล้วตั้งแต่สองเพลงแรก ได้แก่ บัลเลท์สวีทเรื่อง Romeo and Juliet ของ Sergei Prokofiev ต่อด้วยไวโอลินคอนแชร์โตหมายเลข 2 ในบันไดเสียง G Minor โดยนักไวโอลินสาวสวย Janine Jansen

ฉันไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้เห็นผมบลอนด์ของนักไวโอลินสาวคนนั้น แต่ก็สัมผัสได้ถึงสุ้มเสียงแบบรัสเซียนจากไวโอลินของเธอ ซึ่งถ่ายทอดท่วงทำนองง่ายๆ เพลงพื้นบ้านของรัสเซีย ผสมผสานกับเมโลดี้ยากๆ เพื่อสร้างลายประสานอันน่าสนใจ เช่นเดียวกับที่ฉันไม่มีโอกาสเห็นท่าโค้งรับเสียงปรบมือของวาทยกรและนักดนตรีเลยแม้แต่นิดเมื่อเพลงจบ ได้ยินแต่เสียงปรบมือยาวนานและเสียงโห่ร้องตะโกนคำว่า Bravo กึกก้องลั่นฮอลล์ ก่อนที่พวกเขาจะหยิบสำเนียงรัสเซียนมาบรรเลงอีกครั้งในช่วงอังกอร์ (Encore) เพื่อแสดงความขอบคุณ ช่วงหนึ่งสั้นๆ จากเพลง Ruslan and Ludmila ของ Glinka

เสียงรัวของคันชักเครื่องสายขยับเร็วเป็นไฟในท่อนสุดท้ายของบราหมส์ซิมโฟนี ช่างเชื่อมต่อได้ดีกับจังหวะที่ฮึกเหิมของ Ruslan and Ludmila และเมื่อโปรแกรมทั้งหมดจบลง ฉันปรบมือเสียงดังและยาวนานแบบไม่อยากหยุด ด้วยความประทับใจอันเปี่ยมล้นแม้จะไม่ได้มองเห็นภาพใดๆ เลยบนเวทีคอนเสิร์ตวันนั้น

Image

อีก 2 วันต่อมา ฉันมีโอกาสกลับมาที่ Musikverein อีกครั้ง เพื่อดู Wiener Mozart Konzerte คอนเสิร์ตที่บรรเลงแต่เพลงฮิตของโมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart) คีตกวีอัจฉริยะคนสำคัญของโลกดนตรีคลาสสิค วันนี้ฉันแต่งตัวดีกว่าเดิมเนื่องจากรู้ว่าได้ตั๋วนั่ง นึกดีใจที่ไม่ต้องยืนเมื่อยขาแบบวันก่อนแล้ว

ก่อนหน้านี้ฉันเห็นโฆษณาวง Wiener Mozart Orchestra มาบ้างจากแผนที่กรุงเวียนนาสำหรับแจกนักท่องเที่ยว รวมไปถึงโปสเตอร์ตามสถานีรถไฟ วงนี้เขาพิเศษตรงที่นักดนตรีและวาทยกรจะแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดแบบยุคโมสาร์ท ประกอบกับวิกผมม้วนเป็นลอนชั้นๆ ฉันเห็นนักดนตรีเดินเรียงรายออกมานั่งบนเวทีด้วยคอสตูมเหล่านี้แล้วก็ตื่นตาเป็นอย่างยิ่ง คว้าโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน กะไว้ไปอวดคนที่บ้าน

แต่ดูเหมือนอาซิ่มอาม่าที่นั่งอยู่เบาะแถวหลังจะตื่นเต้นกว่าฉันหลายเท่า พวกเขาหยิบทั้งกล้องถ่ายรูป กล้องวิดีโอ ออกมาถ่ายภาพบนเวทีแบบไม่ให้พลาดสักวินาทีเดียว หนักกว่านั้นพวกเขาลุกขึ้นยืนหามุมถ่ายรูปจนเสียงเก้าอี้ดังเอี๊ยดอ๊าด บ้างลุกออกไปเข้าห้องน้ำ บ้างหันไปพูดคุยกันเสียงดัง และบ้างก็คุยโทรศัพท์มือถืออย่างไม่แคร์มารยาทและธรรมเนียมของการฟังดนตรีคลาสสิค

บทเพลงฮิตของโมสาร์ทถูกคัดสรรมาเฉพาะท่อนเด็ดที่คนทั่วโลกคุ้นหูและจำได้ จากการนำเอาไปทำเพลงประกอบภาพยนตร์ / การ์ตูน และริงโทนโทรศัพท์มือถือ อย่าง Eine Kleine Nachtmusik, เพลงจากโอเปราเรื่อง Don Giovanni และ Le Nozze di Figaro หรือบ้างก็เคยนำไปเรียบเรียงใหม่เป็นเพลงป๊อบในซีรีส์เกาหลีเรื่องดังมาแล้วอย่าง Symphony No.40 in G minor เรียกว่าเอาใจนักท่องเที่ยวเต็มที่ ซึ่งก็ได้ผล เพราะอาซิ่มอาม่าเบาะหลังร้องตามกันเสียงดังเลยทีเดียว

ถึงวันนี้จะได้เบาะนั่งสบายๆ เห็นภาพบนเวทีชัดเจนสวยงาม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเพลงโมสาร์ทบนเวทีกลับไม่ได้เชื่อมถึงกันผ่านโสตสัมผัสอื่นใดเลยนอกจากสายตา เนื่องจากว่าหูได้ยินแต่เสียงรบกวนจากนักท่องเที่ยวชาวจีนกลุ่มนั้น จนบรรยากาศดีๆ ถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้น ฉันยังรู้สึกว่าเสียงดนตรีที่ดังอยู่ คงได้รับการบรรเลงซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันรอบต่อปีแล้วกระมัง มันถึงได้แห้งเหมือนเสียงขยำกระดาษที่ไม่ได้ซึมเข้าไปในใจฉันเลยสักตัวโน้ตเดียว ได้ยินผ่านหูซ้ายเข้ามาแล้วก็ทะลุหูขวาออกไป ความสดและความอิ่มเอมหล่นหาย มันเทียบไม่ได้เลยกับเสียงสะท้อนอันลุ่มลึกของเทคนิคการดีด (Pizzicato) เครื่องสายในบราหมส์ซิมโฟนี และความละเมียดละไมในการบรรจงสีไวโอลินของนักแสดงเดี่ยว (Soloist) ในไวโอลินคอนแชร์โตวันก่อน

เนื้อความในสูจิบัตรที่มีถึง 8 ภาษาด้วยกัน ปิดท้ายด้วยหน้าขายของที่ระลึกเป็นซีดีเพลงของโมสาร์ทยิ่งตอกย้ำความเป็นแมสและกลยุทธ์ทางการตลาดของโปรแกรมคอนเสิร์ตนี้ จนฉับแอบเลี่ยนเล็กน้อย แต่ก็ว่าไม่ได้…เพราะนี่คือจุดขายสำคัญของมหานครแห่งดนตรีคลาสสิคของโลก ที่ช่วยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ประเทศไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร คล้ายๆ กับการแสดงหุ่นเชิดโจหลุยส์ของบ้านเรา ซึ่งใช้มุขเดิมๆ ไม่มีเปลี่ยนแปลงอย่างการให้หุ่นหอมแก้มนักท่องเที่ยว หรือโชว์การแสดงช้าง ที่ให้ช้างเอาเท้ามานวดนักท่องเที่ยวให้หวาดเสียวเล่น เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้การหยิบศิลปวัฒนธรรมมาเป็นจุดขายสำหรับการท่องเที่ยวจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้คนต่างบ้านต่างเมืองสามารถรู้จักและทำความเข้าใจคาแรกเตอร์ของแต่ละประเทศได้เร็วขึ้น แต่จะมีประโยชน์อะไรหากนั่นเป็นการทำความเข้าใจเพียงผิวเผิน เราน่าจะลองหลับตาลงและปิดประสาทสัมผัสอื่นให้หมด เหลือไว้เพียงการได้ยิน แล้วเปิดใจให้เสียงดนตรีเข้ามาผสานกับภาพในความทรงจำในอดีตจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อนั้นแหละ…ที่เราละทิ้งความเป็น ‘เรา’ ซึ่งอาจช่วยให้เราเข้าใจความเป็น ‘เขา’ มากขึ้นก็ได้

เหมือนความประทับใจระหว่างฉันกับซาลส์บูร์ก ซึ่งถูกตอกย้ำด้วยความงดงามของเมโลดี้ในซิมโฟนีของบราหมส์ กระทั่งภาพของธรรมชาติกับอากาศที่สดชื่นในฤดูร้อนมันผุดขึ้นมาอีกครั้ง และยังคงแจ่มชัดอยู่ไม่คลาย ไม่ว่าตัวฉันจะย้ายไปยืนชมคอนเสิร์ตอยู่ที่นครเวียนนา หรือกลับบ้านมาอยู่ที่เมืองเล็กๆ อย่างกรุงเทพฯ แล้วก็ตาม
(Published on Harper’s Bazaar #July 2013 issue)

Advertisements