Vientiane Slow Life

Text/Photos: Anya Wan

เวียงจันทน์…เมืองแห่งความสงบ ความซื่อตรง ผ้าซิ่น และช่วงเวลาแห่งการนอนกลางวัน ฉันเคยได้ยินคาแร็กเตอร์เมืองหลวงของประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม และฉันเคยเลียบเคียงเข้ามาแถบชายฝั่งโขงอยู่บ่อยครั้งเมื่อมีโอกาสได้มาเที่ยวจังหวัดชายแดนที่ติดกับสะพานมิตรภาพไทย-ลาว

ปลายเดือนกุมภาแห่งทศวรรษที่ 13 ของศตวรรษที่ 21 ฉันมาเยือนเวียงจันทน์แบบเต็มตัวและอยู่นานกว่าทุกครั้ง แม้จะมาด้วยหน้าที่ภารกิจแต่ฉันสัญญาว่าจะสำรวจเมืองเล็กๆ แห่งนี้ให้ทั่วเท่าที่จะมีเวลาพอ

แดดแรงจัดส่องหน้าทักทายทันทีที่ฉันเยือนสนามบินวัดไต รถตู้มารอรับอยู่ด้านหน้าประตู ฉันและคนอื่นๆ ที่มาด้วยกันช่วยกันขนของและกระเป๋าสัมภาระขึ้นรถอย่างไม่เร่งรีบ แอร์ในรถสู้ความระอุของแสง UV ด้านนอกไม่ไหว เหงื่อเริ่มไหลซึมลงมาตามร่างกายจนเปียกเสื้อผ้าชุ่มโชก ไม่มีใครในรถพูดคุยกัน ทุกคนดูเหมือนเหนื่อยจากการเดินทางและกำลังนั่งทำสมาธิเพื่ออดทนกับอากาศร้อนมากกว่า

สายตาของฉันกวาดออกไปด้านนอกรถ เราผ่านร้านตัดเสื้อผ้าสำหรับท่านหญิง-ท่านชาย ผ่านตลาดช้อปปิ้งมอลล์อันทันสมัย ผ่านประตูชัยที่ฝรั่งเศสเคยมาสร้างไว้สมัยเป็นเจ้าอาณานิคม กระทั่งรถตู้พวงมาลัยซ้ายที่ขับชิดขวาพาฉันมาถึงหน้าโรงแรม ในย่านที่ดูคล้ายถนนข้าวสารบ้านเราตรงที่มีโรงแรมเยอะ มีร้านอาหารหลายร้าน และมีฝรั่งผมทองเดินผ่านไปมา แต่ยังไงมันก็เงียบกว่าและคึกคักน้อยกว่าข้าวสารอยู่ดี

สิ่งแรกที่ฉันทำเมื่อเก็บกระเป๋าบนห้องพัก คือ การออกไปแลกเงินกีบที่ Currency Exchange ใกล้ๆ โรงแรม จากธนบัตรดอลลาร์ประมาณ 6-7 ใบแปรสภาพกลายเป็นธนบัตรเงินกีบสิบๆ ใบ ฉันอยากจะคำนวณตรวจสอบความถูกต้องของปริมาณเงิน แต่เอาเป็นว่าแค่จะยัดแบงก์ทั้งหมดนั่นลงกระเป๋าสตางค์ใบเล็กๆ ของฉัน ยังทำได้ยาก ฉันถือเงินเยอะ ดูร่ำรวยเหมือนไฮโซลาวเลยนี่

ฉันหยิบกระเป๋าสตางค์ตุงๆ ที่ไม่สามารถปิดลงได้เดินไปร้านอาหารท้องถิ่นใกล้ๆ แล้วขอเริ่มใช้แบงก์ 50,000 กีบเป็นใบแรกกับเฝอและแหนมเนืองที่ดูน่ากิน เด็กเสิร์ฟหน้าใสใส่ผ้าซิ่นบ้านๆ แต่ดูน่ารัก พวกเธอยังสาวและดูใสซื่อ พูดจาเรียบร้อยน่ารักโดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าฉันเป็นคนไทย แต่อีกอารมณ์หนึ่งพวกเธอเหมือนจะเกร็งๆ และออกอาการไม่ค่อยกล้าเข้ามาพูดอะไรมาก เธอฟังภาษาไทยออก แต่เธอตอบกลับเป็นภาษาลาวผสมกับภาษาท่าทาง แล้วก็ปล่อยให้ฉันละเลียดอาหารชุดเหล่านั้นไปอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก

เวลามีไม่มาก ฉันต้องรีบกลับโรงแรมไปเปลี่ยนชุดและปฏิบัติภารกิจจนถึงมืดค่ำ ทำให้วันแรกไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมแก่การสำรวจอะไรได้มากเท่าไร ต่างกับการเริ่มต้นวันที่ 2 ที่เมื่อได้อาบน้ำ นอนเตียงนุ่มสบาย และเปลี่ยนชุดแล้ว ฉันรู้สึกผ่อนคลายและมีพลังในการออกเดินเที่ยวมากขึ้น

ฉันหยิบเป้มาเทเสื้อผ้าออก แล้วใส่กล้องถ่ายรูปกับแผนที่ที่ปรินท์มาจาก Google Map ลงไป เมื่อผูกเชือกรองเท้า ฉันก็ตัดสินใจออกไปสนุกกับเวียงจันทน์ด้วยตนเองแบบไม่รอใคร ฉันคิดว่ามันน่าจะทำให้ฉันสนิทกับที่นี่ได้เร็วกว่า

DSCF9363.JPG

หลายสิ่งที่นี่ยังหลงเหลือกลิ่นอายของความเป็นฝรั่งเศสหลายอย่าง คนที่นี่เล่าว่าหากเป็นชาวลาวรุ่นอายุ 40 ปีขึ้นไปหลายคนจะพูดภาษาฝรั่งเศสได้ ฉันเหลือบไปมองป้ายถนน นอกจากภาษาลาวแล้ว ยังมีคำว่า Rue ภาษาฝรั่งเศสซึ่งแปลว่าถนนกำกับอยู่ทุกป้าย ถนนซึ่งถูกตัดออกเป็นสี่เหลี่ยม แยกด้วยตรอกซอกซอย ทำให้เดินหาสถานที่ต่างๆ ได้ไม่ยาก ฉันเดาว่าอาจเป็นผลมาจากการวางผังเมืองของชาวฝรั่งเศสในสมัยที่เข้ามาล่าอาณานิคม

ร้าน Monument Books คือร้านหนังสือที่นักเขียนอย่างฉันไม่พลาดจะเข้าไปเยือน ในร้านมีหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร นิยาย และหนังสือเล่มต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษเสียส่วนใหญ่ มีภาษาฝรั่งเศสบ้าง แต่มีภาษาลาวอยู่เพียงไม่กี่เล่ม ฉันผิดหวังเล็กน้อยเพราะตั้งใจมาหาหนังสือพิมพ์ภาษาลาวที่ชื่อ ‘เวียงจันทน์ใหม่’ เพื่อศึกษาความเป็นไปของที่นี่ผ่านข่าวลาว แต่กลับไม่มีขาย กระนั้นไลท์ติ้งด้านในที่ผสมกับแสงแดดด้านนอกส่องผ่านกระจกเข้ามา ก็เอื้อให้ฉันยืนอ่านหนังสือเพลินๆ อยู่ได้ครู่ใหญ่ แล้วก็ซื้อติดมือมา 2-3 เล่ม

วัดอินแปงคือวัดแรกที่ฉันเดินผ่าน เมื่อมองหาทางเข้าเจอแล้วก็เข้าไปยืนดูจิตรกรรมฝาผนังสีสดก่อนไหว้สักการะพระพุทธรูปองค์ใหญ่ในโบสถ์ ระหว่างที่ฉันพนมมืออธิษฐานให้ฉันได้กลับมาที่นี่อีก พระสงฆ์รูปหนึ่งเดินมาด้านหลังแล้วเอ่ยคำว่า “สบายดี” ฉันจึงเอ่ยเบาๆ กลับไปว่า “สบายดี” เช่นกัน แม้ไม่แน่ใจว่าฆราวาสอย่างเราควรจะตอบคำทักทายพระสงฆ์เป็นภาษาลาวที่ถูกต้องว่าอย่างไร

DSCF9371.JPG

นั่งพักไม่นานก็เดินผ่านอีก 2 วัดที่อยู่บนถนนเดียวกัน และข้ามถนนแบบมองซ้ายก่อน ไม่ใช่มองขวา เพื่อจะวกกลับไปที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติตามประสาคนชอบประวัติศาสตร์และเรื่องราวเบื้องหลัง พนักงานเก็บค่าตั๋วเข้าชมพูดอะไรกับฉันสักอย่าง แต่ฉันฟังไม่ออก จนฉันนึกในใจว่าขอยกให้เขาเป็นคนลาวที่มีสำเนียงฟังยากที่สุดในทริปนี้ อย่างไรก็ตาม เอาเป็นว่าสรุปคือ ที่นี่ไม่มีไกด์ และนักท่องเที่ยวอย่างฉันต้องงึมๆ ไปเองตามป้ายลูกศรนำชมที่มีภาษาลาวบ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง

แผ่นไม้กระดานที่เหยียบไปร้องดังเอี๊ยดอ๊าด แถมฝุ่นหนาๆ ก็ยังบ่งบอกว่าที่นี่อาจไม่มีงบประมาณสำหรับการดูแลมากนัก พัดลมเพดานเต็มไปด้วยหยากไย่หมุนแบบคนแก่ไม่มีแรงเพื่อพัดเอาลมร้อนให้ไหลเวียนอยู่ในห้องจัดแสดง ลักษณะสิ่งของและวิธีนำเสนอไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือดึงดูดใจแบบพิพิธภัณฑ์ของประเทศตะวันตก เหมือนเขาเอาทุกอย่างมาวางๆ และเก็บรวบรวม จัดหมวดหมู่ตามวันเวลาที่ผ่านไปก็เท่านั้น ฉันอยากจะศึกษาเรื่องราวในสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครองให้ถ่องแท้กว่านี้ อยากจะศึกษาเครื่องดนตรีพื้นบ้านของลาวให้ลึกซึ้งกว่านี้ แต่อากาศที่ร้อนตับแลบเหลือเกินทำให้ฉันลำบากใจในการจะเลือกให้ตัวเองว่าจะอยู่หรือจะไปต่อ

ฉันผ่านภาพการต่อสู้ในอดีต เห็นผู้คนล้มตายน่าสะพรึงกลัว เพื่อแลกกับอะไรหลายๆ อย่างของการสร้างชาติ กระทั่งมาถึงเวลาปัจจุบัน ฉันเห็นรูปผู้นำของลาวถ่ายภาพกับผู้นำประเทศต่างๆ รวมถึงผู้นำของไทยในสมัยที่คุณชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี รู้สึกภูมิใจแทนที่ประเทศเล็กๆ แบบนี้ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่หลายชาติชั้นนำในโลกให้ความสำคัญเหมือนกัน

ฝั่งตรงข้ามของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติลาวคือหอวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งเปรียบเหมือนกับสถานที่ทำงานของฉันสำหรับทริปนี้ ฉันแวบเข้าไปถ่ายรูปเล็กน้อยก่อนเจอเพื่อนแล้วชักชวนกันไปดูโรงเรียนศิลปะแห่งชาติลาว ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพิ่งมอบเปียโนให้สำหรับนักเรียนที่นี่กว่า 10 หลัง ดูไปโรงเรียนแห่งนี้ก็คล้ายๆ โรงเรียนเพาะช่างหรือวิทยาลัยนาฏศิลป์ของบ้านเรา เพราะมีแต่นักเรียนอาร์ตทิสต์ที่เข้ามาเรียนวาดรูปบ้าง ดนตรีบ้าง อีกนัยหนึ่งก็คล้ายโรงเรียนชั้นสูงหรือ Conservatoire ของฝรั่งเศสที่มีสอนดนตรีและเต้นรำ ซึ่งนักเรียนดนตรีจากทั่วโลกใฝ่ฝันอยากเข้า ต่างกันตรงที่นี่ไม่มีเครื่องดนตรีเพียงพอ และห้องซ้อมดนตรีที่ได้มาตรฐานเท่ากับที่นั่น

DSCF9415.JPG

ฉันเห็นครูอาจารย์ที่นี่ใส่ชุดราชการเป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวนุ่งกับผ้าซิ่นความยาว 3 ส่วน เข้าเซ็ตกับรองเท้าส้นสูง ทำให้ฉันนึกถึงคำลี่ในหนังเรื่อง สบายดีหลวงพระบาง ดูอ่อนหวานและเรียบร้อย ใสซื่อ น่าเข้าไปทำความรู้จัก ขานั่งรถกลับ คนขับรถพาไปแวะเที่ยววัดพระธาตุหลวง ฉันเห็นร้านขายผ้าซิ่นราคาถูกจึงไม่ลังเลที่จะแวะเข้าไปเลือกแล้วก็ซื้อมาใส่เสียเลย ไม่น่าเชื่อวิญญาณสาวลาวเหมือนจะเข้าสิงทันที โดยเฉพาะเมื่อฉันเริ่มติดสำเนียงภาษาลาว และเรียกคำบางคำเป็นภาษาลาวได้อย่างไม่เก้อเขินเมื่อต้องสนทนากับชาวท้องถิ่น อย่างคำว่า ‘ท่อ’ ที่แปลว่าหลอดดูดน้ำ ‘น้ำหวาน’ ที่แปลว่าน้ำอัดลม ‘มื่อนี่’ ที่แปลว่าวันนี้ ‘ลองเท้า’ ที่แปลว่าถุงเท้า ‘หมากเผ็ด’ ที่แปลว่าพริก ‘ข้าวจี่’ ที่แปลว่าขนมปัง และด้วยความคล่องแคล่วเวลาฉันเอ่ยคำว่า สบายดี / บ่ / ขอบใจ๋ ก็เลยมีหลายคนเข้าใจว่าฉันเป็นสาวลาวจริงๆ ซึ่งคิดแล้วก็สนุกและตลกดี

DSCF9417.JPG

และแล้วในค่ำคืนนั้น คอนเสิร์ตออร์เคสตราครั้งแรกในลาวก็เริ่มต้นขึ้น ฉันภูมิใจจังที่ได้เป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ของเหตุการณ์สำคัญคืนนี้ บรรดาผู้ใหญ่ ชนชั้นสูง และไฮโซลาวทั้งหลายทยอยเดินเข้างานด้วยผ้าซิ่นลวดลายสวยงาม บ้างก็ใส่ผ้าคลุมไหล่ ฉันว่ามันดูเรียบง่ายแต่สง่างามยิ่งกว่า Haute Couture ใดๆ ก็เพราะว่าผ้าซิ่นมันมีเรื่องราวและวัฒนธรรมของชาติซ่อนอยู่ในนั้น น่าภูมิใจจะตายที่วัฒนธรรมการแต่งกายของเขายังแข็งแรง แบบไม่แคร์ว่าโลกจะมีกระโปรงชีฟองหรือกางเกงยีนส์ ออกมากี่รุ่นต่อกี่รุ่น

ชาวลาวดูตื่นเต้นกับบทเพลงคอนแชร์โตคลาสสิก แต่ก็ต้องให้อภัยหากพวกเขาจะปรบมือขึ้นมาระหว่างท่อนขณะที่เพลงยังบรรเลงไม่จบ ซึ่งเป็นการผิดกฎการฟังดนตรีคลาสสิก เพราะนี่คือการฟังออร์เคสตราครั้งแรก และ Thailand Philharmonic Orchestra ก็ได้รับเกียรตินั้น ตลกอยู่อย่างคือนอกจากเสียงปรบมือระหว่างท่อนแล้ว ยังมีเสียงตบยุงที่บินว่อนไปมาในหอวัฒนธรรมสอดแทรกขึ้นมาเป็นระยะๆ แถมบางเสียงของการตบยังบ่อยถี่จนดูตั้งใจมากกว่าการฟังเพลงบนเวทีเสียอีก ไฮโซลาวนี่เขาก็เป็นคนตรงๆ ดีนะ ฉันนึกในใจ

คอนเสิร์ตครึ่งแรกนอกจากเพลงคลาสสิกแล้วยังมีการบรรเลงเพลงไทยเดิมซึ่งคนลาวก็รู้จัก เพราะเหมือนเราจะมาจากรากเดียวกัน ขณะที่คอนเสิร์ตครึ่งหลังเป็นเพลงลาวทั้งหมด และครั้งนี้เราได้เห็นนักร้องที่เขาว่าฮอตที่สุดในลาวมาร่วมแสดงด้วย ระดับความสูงของนักร้องอาจไม่มาก แต่ระดับความสนุกนั้นล้นเหลือ เพลงช้าก็ร้องได้ลึกซึ้งกินใจ เพลงเร็วก็แสดงสีหน้าท่าทางอย่างสนุกสนาน จะบอกว่าพวกเขา enjoy กับเวทีและผู้ชมมากกว่าผู้แสดงเดี่ยวในบทเพลงคลาสสิกก็คงไม่ผิด

คืนนั้นหลังจากจบคอนเสิร์ต ฉันกับเพื่อนนักดนตรีพากันไปหาเบียร์ลาวกินแถวริมฝั่งโขง แล้วก็แวะให้นักร้องในผับลาวแซวเล็กน้อยก่อนกลับโรงแรม วงที่นี่ก็เบสิค ร้องนำ 1 คน กีตาร์ 1 ตัว กับเบสอีก 1 ตัว แต่เพลงที่เลือกมาเล่นนี่หลากหลายเหลือเกิน มีตั้งแต่เพลงลาว เพลงไทยยุคเจ-เจตริน เบิร์ด มาถึงรุ่นใหม่แบบกามิกาเซ่ แล้วก็ยังมีเพลงภาษาอังกฤษของ Adele ด้วย เรียกว่าครบทุกรสในคืนเดียว

DSCF9461.JPG

วันสุดท้ายของการอยู่ในเวียงจันทน์น่าเสียดายที่ฝนตกแต่เช้า แพลนของการขี่จักรยานสำรวจเมืองจึงถูกยกเลิกไป แต่ลมเย็น อากาศดี ทำให้เราไม่ย่อท้อที่จะออกไปเที่ยวไหนสักแห่งให้ได้ ฉันกับเพื่อนไปช้อปปิ้งที่ตลาดเช้าซึ่งดูแล้วเหมือนแพลตตินั่ม ประตูน้ำ จากนั้นแวะกินบาแก็ตต์ (baguette) ที่ตลาดสดข้างๆ เดินไปถ่ายรูปกับประตูชัย (L’Arc de Triomphe) แล้วก็เรียกรถสองแถวไปหาติ่มซำกินแถวริมฝั่งโขง ร้านที่เราเดินผ่านเมื่อคืนและมีคนร่ำร้องอยากกิน

DSCF9447

ฉันแวะกินอาหารอิตาเลียนเก๋ๆ ที่พนักงานเสิร์ฟพูดได้แต่ภาษาอังกฤษ แวะสัมภาษณ์ทำคอลัมน์ลงนิตยสารที่ร้านกาแฟ Joma ซึ่งเขาว่าโด่งดังที่สุดในลาว แวะสัมภาษณ์ร้านกาแฟและเบเกอรี่ที่เจ้าของเป็นชาวฝรั่งเศส แวะชิมเบเกอรี่สแกนดิเนเวียน แวะร้านขายของชำซื้อเบียร์ลาวกลับไปฝากเพื่อนที่เมืองไทย แวะร้านขายงานไม้ซื้อของที่ระลึกพื้นเมือง แวะซื้อเครื่องหอมและตะไคร้ฉีดยุงไปฝากหมาที่บ้าน แล้วก็แวะร้านหนังสือมือสองซื้อหนังสือภาษาฝรั่งเศสมา 4-5 เล่ม

ฉันยังสำรวจเวียงจันทน์ไม่หมดหรอก ยังมีอีกหลายมุมที่ฉันยังไม่ได้ไป แต่ก็มีหลายแง่มุมที่ฉันได้สัมผัสแล้วประทับใจ โทรทัศน์เกือบทุกเครื่องที่นี่เปิดช่องทีวีของไทย กฎหมายลิขสิทธิ์ที่นี่รุนแรงกว่าเมืองไทยหลายสิบเท่าแม้เขาจะยังเป็นประเทศด้อยพัฒนา รถยนต์ส่วนตัวแบ่งป้ายทะเบียนเป็นสีเหลืองสำหรับรถซื้อเงินสดและสีขาวสำหรับรถซื้อเงินผ่อน ร้านรวงท้องถิ่นหลายร้ายปิดวันอาทิตย์แม้จะเป็นวันที่มีนักท่องเที่ยวเยอะ แสดงให้เห็นถึงความไม่โลภ ไม่แก่งแย่ง และไม่หมุนตัวเองไปตามกระแสทุนนิยมของโลก ทุกคนยังคงใส่ผ้าซิ่นด้วยความหวงแหนวัฒนธรรม พูดจาเนิบช้า ดูซื่อๆ และจริงใจ

เวียงจันทน์สำหรับฉันในศตวรรษที่ 21 จึงเป็นเมืองเล็กๆ น่ารักที่มีแต่ความเงียบสงบ อาจดูมีความเป็นเมืองท่องเที่ยวและมีสิ่งอำนวยสะดวกสบายมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว แต่ระดับการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไม่มากเท่าเมืองปายหรือเชียงคานแน่นอน ที่นี่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้ รักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ที่อื่นไม่มี รักษาตัวตนของเมือง ผู้คน และร่องรอยทางประวัติศาสตร์ไว้คอยบอกเล่าเรื่องราวท่ามกลางโลกที่หมุนไปข้างหน้าในแต่ละวัน

…โลกที่ดูจะหมุนช้ากว่าโลกที่ฉันอยู่ แต่มันก็ช่างทำให้ใจสงบอย่างบอกไม่ถูก…

 

Advertisements